ถามๆตอบๆ
No One Knows Everything

  42954  


การปั่นจักรยานแบบ Aerobic


เล็ก
New Member


เข้าร่วม : 03 ก.พ. 50
เปิดกระทู้ : 1 ครั้ง
ให้ความเห็น : 0 ครั้ง
03 ก.พ. 50  11:03:50 น.

อยากรู้ว่าการปั่นจักรยานแบบ Aerobic หมายถึงอะไร..ยังงัยคะ  ขอแบบเข้าใจง่ายๆนะคะ  เคยไปอ่านที่ นานาสาระแล้วยาวจัง..   อยากใด้เข้าใจง่ายสำหรับมือใหม่ค่ะ  


เอ๋
Grand Member


เข้าร่วม : 26 ก.ย. 45
เปิดกระทู้ : 78 ครั้ง
ให้ความเห็น : 4474 ครั้ง
03 ก.พ. 50  15:21:01 น. # 1

หลักใหญ่ๆก็เกี่ยวกับเรื่องระดับการเต้นของหัวใจในขณะออกกำลังกายคิดเป็นเปอร์เซนต์น่ะครับ แต่ระดับไหนเป็นแอโรบิค อแนโรบิค แอโร่ไดนามิค เอ้ยไม่เกี่ยว ไม่เกี่ยว  ยังไงเดี๋ยวรอท่านปรมาจารย์ลูมาอธิบายให้อีกทีแล้วกันนะครับ

ยินดีต้อนรับมือใหม่สู่วงการครับ

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.145.142 ]
04 ก.พ. 50  07:18:24 น. # 2

การปั่นจักรยานแบบ Aerobic หมายถึงอะไร..

ตอบในแบบชั้นต้นก่อนนะครับ

คือการออกกำลังกายทุกแบบทุกประเภท  ที่ต้องอาศัยออกซิเจน  ก็อากาศที่เราหายใจเข้าไป  ในขณะที่เรากำลังออกกำลังกายอยู่ในขณะนั้นหละครับ  และเป็นการทำต่อเนื่องด้วยเวลาที่ยาวพอโดยไม่หยุด  จัดเป็นการเล่นกิฬาแบบแอโรบิคครับ

รายละเอียดที่ซับซ้อน  ไม่ขอพูดต่อนะครับ

แต่ขอพูดต่อ  คือผลหรือประโยชน์ที่เราควรฝึกการออกกำลังกายประเภทแอโรบิค  คือเป็นฐานของการสร้างความทนทาน  เพื่อให้ออกกำลังกายได้ทนขึ้น  

ซึ่งก็ไม่ขอพูดในรายละเอียดละครับ  ว่าขบวนการออกกำลังกายแบบแอโรบิคนี่  มันจะไปช่วยในเรื่องทำให้กล้ามเนื้อทนทานขึ้นมาได้อย่างไร  มันไปทำให้เส้นเลือดที่ต่อท่อจากหัวใจออกไปหล่อเลี้ยงกล้ามเนื้อของผู้ออกกำลังกายนั้นๆ  เพิ่มขึ้นและดีขึ้นได้อย่างไร  

โดยเฉพาะประโยชน์ในเรื่องการออกกำลังกายแบบแอโรบิคนี้  จะช่วยให้คนที่มีน้ำหนักเกินและต้องการลดและคุมน้ำหนัก  เห็นผลทันตา..แต่ก็ซักไม่เกิน ๑ ปีได้อย่างไร

ที่อยากจะพูด  ก็คือจะฝึกหรือทำอย่างไรให้การออกกำลังกายของเราอยู่ในสภาวะแอโรบิคได้อย่างสมบูรณ์

เพราะที่พูดนิยามข้างบน  บอกแต่เพียงอย่างเดียวว่าเป็นการออกกำลังกายที่เราต้องหายใจเข้าออกอยู่ตลอดเวลาด้วยนั้น  ยังขาดอีกเรื่องหนึ่งคือระยะเวลาที่ต้องทำการออกกำลังกายนั้นๆ  ต่อเนื่องกันนานไม่น้อยกว่า ๔๐ นาที

ที่จริงตำราทุกเล่มบอกว่า  ทำนาน ๓๐ นาทีก็พอ  แต่ทางปฎิบัติจริงที่เห็น  หากทำได้เกิน หรือถึง ๔๐ นาทีแล้ว  การพัฒนาสิ่งต่างๆในการออกกำลังกายนี้มันทำได้ดีขึ้นอีกมากๆครับ

พอดีผมติดธุระเสียแล้ว  เดี๋ยวสายๆจะมาเขียนต่อนะครับ

ขอจองแนวที่จะเขียนคือ  ประสบการณ์ในการฝึกหัดออกกำลังกายแบบแอโรบิค  จากที่ทำได้แค่ครั้งละไม่เกิน ๑๐ นาที  เป็นผ่านระยะ ๔๐ นาที  จนปัจจุบันยืนระยะอยู่ได้ ๔-๕ ชั่วโมงอย่างไรนะครับ

โดยเฉพาะการคุมหรือการจับสังเกตุเรื่องอัตราการเต้นของหัวใจ  ที่ตามเงื่อนไขการออกกำลังกายแบบแอโรบิค  ที่จะให้ประโยชน์ดังกล่าวข้างต้นครบสมบูรณ์  สำหรับท่านที่อาจจะยังไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อฮาร์เรทมอร์นิเตอร์..นะครับ

lucifer
Grand Member


เข้าร่วม : 23 ก.ย. 45
เปิดกระทู้ : 82 ครั้ง
ให้ความเห็น : 5167 ครั้ง
04 ก.พ. 50  08:01:07 น. # 3

ขอบคุณ คุณเสือน้อยครับ  ยกให้เลย  

ถ้าผมsolo เข้าใจได้ไม่ง่ายแน่นอน

แดงน้อย
Senior Member


เข้าร่วม : 17 ก.พ. 48
เปิดกระทู้ : 35 ครั้ง
ให้ความเห็น : 1315 ครั้ง
04 ก.พ. 50  09:41:25 น. # 4

มาจองคิว...รออ่าน...ประสบการณ์ในการฝึกหัดออกกำลังกายแบบแอโรบิค....ด้วยอีกคนนะครับคุณเสือน้อย

UFO
Unregistered

[ 203.113.38.11 ]
04 ก.พ. 50  13:17:38 น. # 5

รออ่านต่อนะครับ สนใจมากๆ ขอบคุณครับ

น้องเล็กมือใหม่หัดขี่จ้า...
Unregistered

[ 124.157.129.149 ]
04 ก.พ. 50  16:19:57 น. # 6

รออ่านต่อเช่นกันค่ะyes  ขอบคุณมากๆค่ะที่สละเวลาตอบให้มือใหม่อย่างเล็ก  งัยยยก็สละเวลาตอบอีกซักนิ๊ดดด..นะคะ   เป็นพระคุณม้ากกกค้า..band

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.153.22 ]
04 ก.พ. 50  20:32:52 น. # 7

ไม่นับที่คุณเล็ก..เจ้าของกระทู้  ได้เลือกปั่นจักรยานเป็นแนวทางการออกกำลังกาย  แต่ติดใจถามว่าจะปั่นแบบแอโรบิค ได้อย่างไร  ..ผมขออนุญาตแก้คำถาม..จากหมายความอย่างไร  เพราะตอบไปแล้วข้างต้น  โดยแก้เป็นว่า..ได้อย่างไร  

เพราะจะได้มีเรื่องเขียนได้มากขึ้น

ผมขอสาธยายเพิ่มอีกซักนิดว่า  ยังมีกิฬาอีกหลายประเภทนะ  ที่รูปแบบเป็นการออกกำลังกายแบบแอโรบิคได้

แน่นอน..ต้องมีพวกเต้นแอโรบิค  พวกวิ่งจอกกิ้ง  พวกปั่นจักรยาน  พวกว่ายน้ำ  ที่เราคุ้นๆกัน  หากยกประเภทตามตำราให้เห็นหลากหลาย  ก็ยังจะมีอีกมาก

แต่ขอยกกิฬาบางประเภทนะครับ  ที่ต้องถกกันว่ารูปแบบๆไหน  ถึงจะเป็นภาวะแอโรบิค  เช่นกิฬาเทนนิส  หากเป็นการเล่นแบบให้ครูผู้สอนเป็นคนยืนโยนลูกบอล ให้เราวิ่งตีโยกซ้ายที  ขวาที  ด้วยจังหวะสม่ำเสมอ  นานต่อเนื่องซักครึ่งชั่วโมง  เผลอๆจะเป็นเราคนเดียวละครับ  ที่ได้ออกกำลังอยู่ในระดับแอโรบิค  ส่วนครูผู้ตีลูกบอลอยู่กับที่  ที่ทำเพียงออกกำลังเหวี่ยงแขนตีลูกบอลที่ล้วงจากตระกร้าป้อนให้เราอยู่ตลอดเวลานั้น  จะอยู่ในภาวะการออกกำลังที่ความเข้มข้นน้อยไป  คือมันไม่ทำให้หัวใจเต้นอยู่ในช่วงที่เป็นตามนิยามของแอโรบิค

แต่หากดูเทนนิสคู่ชิงแชมป์  หรือการเล่นจริงๆ  ที่มีการหยุดพักระหว่างเกมส์  การวิ่งหนักจากหลังเส้นเสริฟเพื่อไปไล่ลูกที่เขาหยดลงแหมะปลายตาข่าย จนหัวซุกหัวซุน  พอเล่นแบบนี้  ก็..แน่นอนครับ  ไม่เป็นพวกแอโรบิค

แต่..อย่าลืมนะครับ  นักกิฬาระดับนี้  เขาก็ต้องมีชั่วโมงฝึกประจำวันของเขาในการฝึกซ้อมขั้นแอโรบิค  เพื่อทั้งเป็นฐานและการฟื้นฟูสภาพร่างกายของเขาครับ

ประสาพวกเล่นกิฬาจริงจังเขาเรียกว่า..วันเบาๆ ครับกับวันและโปรแกรมฝึกของเขาในภาวะนี้

ฟังพรรคพวกกลุ่มเล่นกอล์ฟหลายคนรั้น  ยามผมชวนวิ่งจ้อกกิ้ง  อ้างว่าเล่นกอล์ฟทุกเสาร์อาทิตย์ก็พอแล้ว

เผลอๆ..กันอีกที  ระหว่างการเดินและเล่นจริงในสนามหน่ะ  ก็ไม่ใช่ภาวะแอโรบิค  เพราะแค่เหวี่ยงไม้ไปโดนลูก  แล้วหยุดรอเพื่อนตี  แล้วเดิน  ไม่เข้าภาวะครับ

แต่ตอนซ้อมไดว์..อาจจะได้นะครับ  หากตั้งเครื่องวางลูกออโต้  แล้วหวดจริงจังติดต่อไปซักครึ่งชั่วโมง  อะไรทำนองนี้ละครับ

แม้กระทั่งพวกที่วิ่งจ้อกกิ้ง  ตามรายการจัดวิ่งการกุศลทุกวันอาทิตย์  ก็มีทั้งพวกที่ได้ภาวะแอโรบิค  และไม่ใช่นะครับ

ยกตัวอย่างระยะ  ๑๐ กิโลเมตร  ตัวอย่างกลุ่มคนประมาณอายุ  ๓๐-๔๐ ปีหากวิ่งทำเวลาเกินชั่วโมงครึ่ง  เงื่อนไขหัวใจเต้นอาจจะต่ำกว่าภาวะแอโรบิค  ก็เรียกว่าวิ่งนานจริงแต่ไม่หนักพอ  กลายเป็นไม่ครบตามเงื่อนไข  ที่ต้องให้หัวใจเต้นอยู่ในข่ายที่จัดเป็นแอโรบิค  ก็ไม่เป็นแอโรบิค

แต่พวกแนวหน้าเช่นพวกคุณบุญฯทั้งหลาย  ไม่ว่าคุณบุญถึง  คุณบุญชู  คือประดาทีมชาติและแนวหน้าของงานวิ่งทั้งหลาย  ที่ลงวิ่งระยะ ๑๐ กิโลเมตรต่ำกว่า ๓๔ นาที..เวลาจริงของกลุ่มนี้ผมจำไม่แม่น  ขออภัยด้วย..พวกนี้ร้อยทั้งร้อยก็ไม่เป็นพวกแอโรบิคครับ  เพราะอัดหนักเกินไป  กลายเป็นพวกแอโรบิคบวกแอนีโรบิค  ไปซะแล้ว  พวกนี้หากไม่มีการวางฐานฝึกแอโรบิคเป็น..หลายๆ..ปีมาก่อน  ไม่ถึงดวงดาวหรอกครับ

และหลังการแข่งหนัก  นักกิฬาเหล่านี้ก็ต้องกลับมาซ้อมแอโรบิค  ฟื้นฟูร่างกายครับ  ไม่ได้ตะบี้ตะบันอัดแฮกกันทุกวันหรอกครับ  ขืนทำอย่างนี้  ทั้งโทรมทั้งกรอบครับ

ตัวอย่างดังกล่าว  ก็พูดต่อได้อีกกับการปั่นจักรยาน  ทั้งๆที่ปั่นนานเกินครึ่งชั่วโมง แต่.. หากเฉื่อยลมโชยไป  ก็ไม่ได้ภาวแอโรบิค  บี้กันหายใจฟื้ดฟาด  พูดไม่ออกก็กลายเป็นแอโรบิคบวกแอนีโรบิค

แล้วที่พูดมาทั้งหมดตรงไหนละครับ  ที่เป็นแอโรบิค  ขอต่อพรุ่งนี้นะครับ

ส่วนที่บอกล่วงหน้าว่าจะพูดถึงประสบการณ์ของผมที่ฝึกอย่างไรถึงได้  กลายเป็นอาจจะต้องรอตอนจบเสียแล้วครับ  

ไม่ว่ากันนะครับ  ที่ร่ายยาว..จนอาจเกินการ

ตอนนี้ขอดูบอลไทย กับสิงคโปร์หน่อยนะครับ

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.153.22 ]
04 ก.พ. 50  20:38:33 น. # 8

ขอแก้คำผิด..ภาษาไทย..ตรงความเห็นลำดับ ๒  เขียน..สังเกต..ผิดไปครับ

สังเกต  ของแท้ต้องไม่มีสระอุครับ

และที่ฮาร์เรท  มีร..เรือ  รุงรังในคำมอนิเตอร์  แบบเกินไปตัวนึง

ขออภัยด้วยครับ

เล็กน้องใหม่
Unregistered

[ 124.157.129.149 ]
04 ก.พ. 50  22:19:55 น. # 9

ขอบคุณค่ะคุณเสือน้อย  จะรออ่านต่อภาค 3 ค่ะ อิอิอิ...อ่านแล้วเข้าใจง่ายดีค่ะ***ชาติไทย สู้ๆ  ชาติไทย สู้ๆ***เชียร์ด้วยคนค่ะ
  *ขอบคุณคุณเอ๋ด้วยจ้า...สำหรับกานน..ต้อนรับ*

ต่อ
Unregistered

[ 158.108.209.216 ]
05 ก.พ. 50  00:15:37 น. # 10

คนแต่ละคนความชอบก็ไม่เหมือนกัน  ความฟิตก็ไม่เหมือนกัน    คนบางคนปั่นจักรยาน  10 กม.กว่าๆวามเร็ว 20   แค่นี้พอใจแล้ว   บางคนชอบปั่นทีละ 30 กม. ความเร็ว 30+  ตลอดทาง  บอกว่าถึงใจดี   บางคนติด HRM   มองแต่ HRM เล่นตามโปรแกรมเดี๊ยะๆ   อันนี้ก็เป็นความสุขของเขา
         สำหรับผม ผมไม่คิดอะไรมากนะ   ผมไม่ยึดตามหลักวิชาการอะไรเลย  แต่ผมว่าระหว่างวันๆ  นั่งอยู่แต่ที่โต๊ะทำงาน    ได้เดินไปมา   ได้ขี่จักรยานไปซื้อของแค่ปากซอย มันก็ถือเป็นการออกกำลังกายได้ทั้งนั้น   เพราะอย่างน้อยมันก็ยังดีกว่าไม่ได้ออกกำลังกายเลย      เรื่องแอโรบิค ไม่ไม่แอโรบิคผมไม่ซีเรียสมาก (แต่ก็ไม่ได้ว่าคนที่ซีเรียส เพราะมันเป็นความสุขของเขาเช่นกัน) ผมมีหลักง่ายๆ(แต่ไม่รู้ว่าถูกหลักวิชาการหรือเปล่า  คือถ้ารู้สึกเบาสบายสบายจนไม่รู้สึกอะไรเลยก็ก็เพิ่มความเร็วอีกหน่อย    แต่ถ้าเริ่มเหงื่อตกหายใจทางปาก   (ทางรูจมูกหายใจไม่ทัน) อันนี้ก็ต้องลดความเร็วลงมาหน่อย    ผมคิดง่ายๆของผมแค่นี้นี้ครับ

UFO
Unregistered

[ 203.113.39.8 ]
05 ก.พ. 50  02:23:09 น. # 11

รออ่านต่อครับคุณเสือน้อย

เสือแก่
Member


เข้าร่วม : 06 พ.ย. 48
เปิดกระทู้ : 3 ครั้ง
ให้ความเห็น : 260 ครั้ง
05 ก.พ. 50  10:33:19 น. # 12

อิๆๆ อ่านแล้วช้ำใจ ซ้อมแอโรบิคมา6 เดือนเต็มๆ กำลังจะเริ่มฝึกเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อซักหน่อย เมื่อวานดันเกิดเรื่องเอาจักรยานไปจิ้มท้ายมอไซค์ซะ ไหข้างขวาแตกอีกแล้วแตกที่เดิม  เลยต้องงดไปอีก6 สัปดาห์ ไอ้ที่ซ้อมสะสมมา6เดือน คงหายวับไปกับตา ตามกฏของreversibility เมือเราหยุดสิ่งกระตุ้น(การออกกำลัง, ซ้อม) ร่างกายก็จะปรับตัวเข้าสู่สภาพเดิมเหมือนก่อนที่เราจะเริ่มต้นออกกำลัง  โดยเฉพาะความทนทานหรือความสามารถทางแอโรบิค จะลงอย่างรวดเร็ว ว่ากันว่า ถ้าเราหยุดซ้อมเพียงแค่3สัปดาห์ ความทนทานจะลดลง30% แล้ว 6 สัปดาห์ นี่ มันจะเหลือซักเท่าไหร่น้อ

lucifer
Grand Member


เข้าร่วม : 23 ก.ย. 45
เปิดกระทู้ : 82 ครั้ง
ให้ความเห็น : 5167 ครั้ง
05 ก.พ. 50  10:40:45 น. # 13

คุณต่อก็ลองเปลี่ยนมุมมองแบบง่ายๆมามองให้ลึกขึ้นอีกนิดสิครับ
เพราะความฟิตที่แตกต่างกันนี่แหละครับ ทำให้ความหนักเบาของการออกกำลังกายไม่เท่ากัน  

conceptเรื่องการออกกำลังกาย กับ การออกแรง นั้น  ผมอธิบายให้คนที่ปฏิเสธการออกกำลังกายมานานมากแล้วครับ  อธิบายมาตั้งแต่เริ่มเรียนแพทย์ จนจบมาทำงานได้ครบ 20ปีเศษแล้วก็ยังต้องอธิบายกันต่อไปอีก

คนส่วนใหญ่เข้าใจว่า การออกแรง ก็คือการออกกำลังกาย  อันที่จริงมันเป็นแค่ส่วนเดียวของการออกกำลังกายเท่านั้นแหละครับ

การออกกำลังกายนั้นมีมุมมองประเด็นที่สำคัญคือความต่อเนื่อง และระยะเวลาที่ต่อเนื่องกัน  เราไม่สามารถเดินส่งเอกสารในofficeต่อเนื่องกันได้เกิน40นาที   แต่เราสามารถเดินรอบสนามบอลได้เกิน40นาที    เราสามารถปั่นจักรยานต่อเนื่องกันได้นานกว่า 40 นาที   แต่เราไม่สามารถปั่นจักรยานไปซื้อก๊วยเตี๋ยวหรือโอเลี้ยงที่ปากซอยได้นานกว่า10นาที  ยกเว้นอยู่ในซอยลึก20กม.  

การออกกำลังกาย นำมาซึ่งความเพลิดเพลิน ความสุข ความพอใจ และอีกหลายประโยชน์เช่นเจอเพื่อน เจอคนที่ถูกชะตากัน หลายคู่แต่งงานกันก็เพราะมาเจอกันจากการออกกำลังกาย คนที่ทำงานผมก็พบรักกันเพราะมาวิ่งออกกำลังกายรอบสนามจันทร์

แต่คุณประโยชน์ที่เราต้องการจากการออกกำลังกายในแง่ที่ให้คุณต่อร่างกาย อันได้แก่ระบบต่างๆไม่ว่าจะเป็นระบบหัวใจ หลอดเลือด ปอด ระบบภูมิคุ้มกัน อารมณ์   สามารถได้รับแตกต่างกันขึ้นอยู่กับวิธีและขั้นตอนในการออกกำลังกาย  

เคยพบน้องอยู่คนหนึ่ง ปั่นจักรยานหนักมาก ปั่นจนovertrain เป็นหวัดบ่อยๆ     ในขณะที่ผมเองก็ไม่ได้มีเรี่ยวแรงอะไรมากมายนัก  ปั่นทางเรียบก็ตามพวกน้องๆกลุ่มนี้ไม่ทัน   แต่ผมก็ไม่ค่อยจะป่วยไข้อะไรกับใครเขา ทั้งๆที่ทำงานเครียดๆ นอนดึกบ่อยๆ ดูแล้วน่าจะเจ็บไข้ได้ง่าย อันนี้ก็เป็นคุณประโยชน์ที่ได้จากการออกกำลังกายอย่างเหมาะสม

จริงอยู่ครับ วิชาการเป็นเรื่องยุ่งยาก และหลายๆคนก็ไม่สามารถทำความเข้าใจกับมันได้ง่ายนัก  หรือบางครั้งไม่อยากที่จะทำความเข้าใจกับมัน   แต่หากสามารถพบลู่ทางที่เหมาะสมกับตัวเองได้  และไม่ออกนอกลู่ทางโดยมุ่งอวิชาแล้ว ก็คงจะไม่ได้มีผลเสียแต่อย่างใด

เพียงแต่ว่า วิชาการจะช่วยให้เราถึงจุดมุ่งหมายได้ในเวลาเร็วกว่า และพบอุปสรรคน้อยกว่า   เฉกเช่นกับการฝึกวิทยายุทธจากคัมภีร์ ย่อมง่ายกว่าและลดความเสี่ยงที่การถูกธาตุไฟเข้าแทรกได้ดีกว่า ที่จะมานั่งคิดเคล็ดวิชาเองและลองผิดลองถูกฝึกเอง  

ว่าแล้วก็ไปซะยาวเลย  รอคุณเสือน้อยมาว่าต่อก็แล้วกัน  คิดว่าผมเป็นโฆษณาคั่นรายการก็แล้วกันนะ

lucifer
Grand Member


เข้าร่วม : 23 ก.ย. 45
เปิดกระทู้ : 82 ครั้ง
ให้ความเห็น : 5167 ครั้ง
05 ก.พ. 50  10:43:00 น. # 14

อ้าวววว  เสือแก่ ไหแตกอีกแล้วเหรอ  ระวังโดนใบแดงหนะ  
ORIF ใส่ Reconstruction plate & screw fixationเลย  จะได้กลับมาซ้อมใหม่ได้ภายใน 10วัน

ว่าแต่เอาคันไหนไปจิ้มหละ  รถเป็นยังไงบ้าง คนหนะไม่ห่วงหรอก เพราะมาออกอากาศได้นี่คงจะไม่ได้เป็นไรมากมาย

ปั่นtrainerแทนก็แล้วกันนะ  อย่าต่อให้พี่มากนัก

เสือแก่
Unregistered

[ 222.123.18.214 ]
05 ก.พ. 50  12:33:31 น. # 15

เอาเจ้าKAZEไปคับป๋า ที่บ้านมีรถ4คัน ใช้ตาม4สถานะการณ์
  วันไหนความรู้สึกฮึกเหิม ระดับA+ ได้นอนเต็มที่ เอาเจ้าKAZEออกเพราะมันหนักที่สุด ฝืดที่สุด อะไหล่เก่าๆ     ขี่ไกลแค่ไหนนานแค่ไหนก็ไม่กลัว
  วันไหนความรู้สึกAถึงA+มีเวลาน้อยมากไม่เกินชั่วโมง ได้นอนเต็มที่ วั นก่อนหน้าขี่แอโรบิคเบาๆ เอาเจ้า KUOTA ออก ขี่แบบTTเอากันสุดๆไปเลย
  วันไหนนอนดึกหรือความรู้สึกระดับB-C แต่ตามตารางซ้อมต้องขี่แบบแอโรบิค เอาเจ้าBianchiออกเพราะ มันเบากว่าไหลและลื่นกว่าเจ้าKAZEแรงไม่ดี เอาอุปกรณ์มาช่วยนิดหน่อยก็ยังดี
   วันไหนขาดแรงจูงใจอย่างแรงหรือต้องพักแต่เกิดอยากขี่ เอาเจ้าโคแดงออก ถึงไม่อยากขี่พอได้นั่งพระโคอย่างน้อยวันนั้นก็มีความสุขบ้างล่ะ ตามประสาโคแก่ได้ขี่โคอ่อน
  เมื่อวานตอนล้มจะเข้าบ้านอยู่แล้วขี่ตามหลังมอไซค์คันหนึ่ง สปรินท์เต็มที่เลยจู่ๆไอ้กระดาษที่วางหน้าตะแกรงรถคันนั้นเกิดปลิวออกมา เจ้าของรถก็กดเบรคแบบไม่ต้องคิด ก็ไอ้เศษกระดาษไม่กีใบนี่แหละ  เจ้าKAZEของผมก็จิ้มเข้ากับท่อไอเสียตีลังกาม้วนหน้าแค่ครึ่งรอบเอาไหล่ลงกระแทกพื้นอย่างสวยงาม สองท่อนครับงานนี้ถัดจากคราวที่แล้วเข้ามาหน่อย ความเร็วตอนนั้น40ปลายๆ เฮ้อ แถมตำรวจยังมาแซวอีกรถพี่ไม่มีพรบ เบิกไม่ได้นะครับ เอ้าช่วงนี้ต่อให้พี่ละกัน อีกซักสองสามอาทิตย์จะกลับมาขี่ใหม่

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.150.136 ]
05 ก.พ. 50  17:02:19 น. # 16

ที่จริงแล้วผมรู้สึกว่า..ผมได้ออกกำลังกาย..นับแต่สมัยอายุ ๒๐ ต้นๆแล้วนะครับ   ก็จัดได้ว่าเป็นคนที่มีใจชอบออกกำลังกายเพื่อรักษา..สุขภาพ

ไม่นับสมัยวัยเด็กอยู่ต่างจังหวัด  ก็ซนพอที่จะว่ายน้ำแบบว่ายวัดวา  ข้ามแม่น้ำแข่งกับเพื่อนๆ  ที่ท่าน้ำของชุมชนได้

ตอนหนุ่มเปรี๊ยะครั้งอายุ ๒๐ ต้นๆ สมัยที่เข้ามาเรียนหนังสือในกรุงเทพแล้ว  ก็ร่วม  ๒๖-๒๗ ปีผ่านมาแล้วละครับ  เคยถูกพรรคพวกชวนวิ่ง  

ก็อุตส่าห์ตื่นแต่เช้า  ไปวิ่งได้ไม่ถึง ๑๐ นาที  เหนื่อยตับแลบ  ทำอยู่ได้แค่สามวันครับ  รู้สึกว่า เอ..การออกกำลังกายด้วยการวิ่งนี่  มันน่าจะจำกัดวงทำได้เฉพาะคนที่มีพรสวรรค์เสียละกระมัง  พาลคิดเลยเถิดไปว่าต้องเป็นพวกที่ถูกคัดเลือกให้เป็นทีมชาติไปโน่นเลย  ถึงจะวิ่งได้

ตอนนั้นรู้สึกว่า  ยากครับ  ยากที่จะออกกำลังกายด้วยการวิ่ง  และคิดแบบนี้ฝังใจจริงๆ

ทั้งสมัยโน้นผมก็ไม่ได้ข่าวได้คราว  ทั้งๆที่เรียนจบจนกระทั่งทำงาน  ผมก็ทำงานในกรุงเทพนะ  ก็ไม่เคยได้ข่าวหรือได้ยินว่าจะมีใครหรือกลุ่มใด  มีกิจกรรมวิ่งจ๊อกกิ้งกัน   ยังไง.. ขอเช็คทวนประวัติศาสตร์เรื่องการสร้างความนิยมในการจ๊อกกิ้งในเมืองไทย  ว่าได้ทำและแพร่หลายตั้งแต่เมื่อไหร่  แต่รู้แม่นอย่างเดียวว่ามีคุณหมออุดมศิลป์ ศรีแสงงาม  ท่านหนึ่งละที่รณรงค์เรื่องนี้..ในยุคโน้น  จนเป็นที่นิยมถึงวันนี้

สำหรับผมทดลองจ๊อกกิ้งครั้งนั้น ๓ วัน  ก็แหยงและเลิกไปเลย  ไม่จับไม่ต้องร่วมจนอายุเกือบ ๕๐ ปีละครับ  ถึงเริ่มต้นกันใหม่

ปั่นจักรยาน  สำหรับผม..ก็เลิกพูดไปได้เช่นกัน  เพราะไม่เคยนึกรู้มาก่อนว่าเราๆที่เป็นคนทำงาน  จะสามารถใช้จักรยานปั่นเพื่อการออกกำลังกายได้  

ตอนนั้น..ผมมีภาพจักรยานอยู่ประเภทเดียวพิมพ์อยู่ในหัว  คือจักรยานยี่ห้อราเลย์ของพ่อที่ทิ้งอยู่ที่บ้านต่างจังหวัด  ที่แค่เคยใช้ปั่นเช้าเย็น  ไปกลับจากโรงเรียน  

ก็เพิ่งมาปั่นเพื่อการออกกำลังกายตอนอายุตักเข้าไปร่วม ๕๒ ปีแล้ว  

แต่กับการจับจักรยานครั้งแรกตอนอายุ ๕๒ ปี  ก็ปั่นแบบท่องเที่ยวทางไกลกันเลย ๑๐ กว่าวันกับเพื่อนสนิทอีกสองคน  ที่เขาอาสาเป็นพี่เลี้ยงปั่นและปะยาง  ตลอดจนปรับแต่งรถให้ระหว่างทาง  ทนเจ็บก้น ทนมือชา ทนกรำแดด  หัดใช้เกียร์  ทริปเดียวกลับมาก็ติดใจ  

ก็เรียกว่าโชคดีที่ได้เข้าเรียนหลักสูตรเร่งรัด  เกี่ยวกะเรื่องจักรยาน  

พูดต่อ..ถึงช่วงหันรีหันขวางว่าจะเลือกเล่นกิฬาอะไรดี  

โน่น..ยุคโน้นของผม  การว่ายน้ำในสระมาตรฐาน  ที่ต้องนุ่งกุงเกงว่ายน้ำนั่นหละครับ  ถือว่าเป็นของเท่ที่สุดในความคิดของผม  ยุคโน้นนะครับ..ขอย้ำอีกที  

ก็เล่นว่ายน้ำ  ก็เพราะนึกว่าเท่ละครับ  

ที่จริงก่อนที่จะลงเอยเรื่องว่ายน้ำ  ก็หันไปเล่นประเดี๋ยวประด๋าวอยู่หลายอย่าง  ไม่ว่าเทนนิส  ที่ตอนนั้นก็นิยมสุดๆไม่แพ้ยุคนี้ที่มีภราดร  ยุคนั้น..มีหนังทีวีญี่ปุ่นครับ  เป็นสาวน้อยนักกิฬาเทนนิส  อะไรทำนองนั้น  ส่วนแบดก็เคยเป็นคู่ซ้อมให้พ่อสมัยอยู่ต่างจังหวัด

ผมโชคดีเรื่องว่ายน้ำ  เพราะเป็นลูกทะเล  

เพียงแต่ครั้งแรกที่ลงสระว่ายน้ำมาตรฐานที่กรุงเทพ  เอาท่าวัดวาไปใช้  หลับหูหลับตาว่ายเอาหัวเชิดตั้ง  สองแขนหมุน..โยกตัวเหวี่ยงแขนวาดพุ้ยไปข้างหน้าเป็นจักรพัล  เจออัดตูมเข้ากับนักว่ายน้ำฟรีสไตล์มาตรฐานที่ว่ายสวนทาง  นักว่ายน้ำท่านนั้นแค่เอามือกุมหัว  ส่วนผมหนะต้องต้องเอามืออุดปากที่เลือดไหลกลบ  เพราะปากฉีก  ด้วยปากและฟันหน้าไปกระแทกเข้ากับหัวนักว่ายน้ำฟรีสไตล์มาตรฐานท่านนั้นอย่างแรง..อูยและโอย..ครับ

แทบจะเลิกไปเหมือนกัน  เพราะลูกทะเล..ครั้งนั้นอับอายมาก

ดีที่นักว่ายน้ำมาตรฐานท่านนั้น  ภายหลังกลายเป็นเพื่อนสนิท  สละเวลาช่วยสอนวิธีการว่ายน้ำมาตรฐานให้ลูกทะเล  ทำให้เล่นได้ปลอดภัยแบบฟันไม่ชนหัวชาวบ้านอีกต่อไป  อย่างดีก็แค่เอาหัวเราชนกับหัวของเขา

ก็ใช้เวลาแทบทุกเย็น  ทั้งช่วงเรียน  จบ  ทำงานแล้ว  ก็ได้ว่ายน้ำแทบทุกเย็น  ว่ายสระ ๕๐ เมตร  ได้เที่ยวสองเที่ยว  ก็พักแล้วหยุดคุยกับเพื่อนร่วมสระ  ทำอยู่แบบนี้ร่วมเกือบ ๓๐ ปี  ใจก็นึกพอใจว่า  ฮ้า..เราออกกำลังกายทุกวัน  รู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่อง  แบบพออกพอใจตัวเองครับ  

จนอายุถึง ๕๓ ปีโน่นแน่ะ   ถึงจะได้มาหัดว่ายยาว  จนว่ายต่อเนื่องได้เป็นครั้งละ ๘๐๐ เมตร..แค่นั้นเองละครับ  ก็ตอนพรรคพวกชวนลงเล่นไตรกิฬาครั้งแรก  เพราะถึงตอนนี้วิ่งก็ผ่านระยะมาราธอน ๔๒ กิโลเมตรแล้ว  จักรยานก็เพิ่งจบทริปทางไกลครั้งแรกหยกๆ

มีเรื่อง..ฮา..แทรกเล็กน้อย  ที่ผมภายหลังติดใจเล่นไตรกิฬามากๆ  เหตุผลอาจจะไม่เหมือนท่านเสือแก่  

คือผมลงครั้งแรกดังกล่าว  รุ่นอายุ ๕๐-๕๙ ปีที่จังหวัดระนอง  ได้ถ้วยที่ ๕ ติดมือกับบ้าน  ก็ดีใจครับเป็นครั้งแรกในชีวิตที่เล่นกิฬาแล้วมีอะไรติดมือกลับไปอวดเมียที่บ้าน  

ที่ผมว่าฮา  คือผมไปคุยโม้โขมงโฉงเฉงให้พรรคพวกกลุ่มวิ่งฟัง  แบบไปลงเล่นไตรกิฬาดีกว่า  หาถ้วยง่ายกว่าลงวิ่งเยอะ  

ก็ไตรกิฬายุคที่ผมหัดเล่น   ๔-๕ ปีก่อน  ยังเป็นยุคเริ่มต้นที่คนบ้านเราเริ่มนิยม  ผมลงเล่นที่จังหวัดระนองงวดนั้น  ดูเหมือนรุ่นอายุผม  จะมีคนลงกันแค่ ๕-๖  จำนวนรวมของนักกิฬาที่ไปเล่นไม่ถึงร้อยคน  กลุ่ม ๕-๖ คนนี้ภายหลังก็คุ้นหน้าคุ้นตาและสนิทสนมกันดีครับ

อันนี้คุยกันฟังเล่นสนุกๆ  ท่านนักไตรกิฬาที่เล่นจริงจังโปรดอย่าโกรธเคือง  เพราะทุกวันนี้หาถ้วยยากมากแล้วครับ  จึงจำเป็นต้องถือโอกาสเล่าให้ฟัง  เพราะไม่น่าจะมีครั้งที่สองอีกแล้ว

ครั้งนั้นเตรียมการว่ายน้ำได้ยาวสุดก็แค่ ๘๐๐ เมตร  ก็กังวลใจครับว่าจะจบหรือเปล่า  เพราะระยะว่ายน้ำในทะเลที่สนามแข่งมันกิโลเมตรกว่าๆ  แต่ก็ผ่านสบายครับ  เพราะมีกระแสน้ำไหล  ลอยคอเฉยๆแทบไม่ต้องออกแรงก็เกือบถึงเส้นเปลี่ยนอุปกรณ์แล้ว  ..ฮา..จริงๆครับ

แซมอีกนิด..เรื่องไตรกิฬา  เผื่อว่าได้พูดไปแล้วมีคนสนใจ  

ในสามประเภทกิฬาที่ได้เล่น  ว่ายน้ำดูเหมือนจะหัดยากที่สุดที่จะว่ายให้ได้ระยะทางไกล  แต่จริงๆที่ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า..หัดได้ง่ายที่สุดครับ  รวมทั้งผมก็คิดเช่นนั้น  ลองหัดดูเถอะครับ  ติดขัดอย่างไร..เขียนมาถาม  

ส่วนตัวผม  ฟันธงว่า วิ่ง..ครับวิ่ง..ฝึกได้ยากที่สุด    



ทั้งหมดที่เล่าให้ฟังวันนี้  ก็ดูเหมือนยังนอกลู่นอกทางอยู่กับหัวข้อที่จองกะป๋าลูเอาไว้

เป็นเพราะผมมีเรื่องที่เล่าข้างต้นอยู่ในใจครับ  ว่าจะเลือกประเภทกิฬาอะไรดี  ที่เราจะสนุกในการเล่นกิฬาเพื่อจะพัฒนาต่อเป็นระดับแอโรบิค  ที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากมาย  แบบเราสนุกกับมันได้  ก็ต้องมีประเภทของกิฬาอยู่ในใจเอาไว้ก่อนครับ  แล้วสุดท้ายฝึกอยู่อย่างเดียวมันก็อาจจะเบื่อ  หรืออยากสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อชุดอื่นบ้าง  ก็จะหันไปเล่นกิฬาอย่างอื่นหมุนเวียน  ไม่ให้จำเจ

รับปากครับคราวหน้า..น่าจะเป็นวันพรุ่งนี้  แน่นอนครับ  จะถึงจุดที่ว่า..ว่าเพราะอะไรผมถึงบางอ้อ..ว่าที่ผมว่ายน้ำร่วม ๓๐ ปี น่าได้ประโยชน์น้อยมาก  อาจจะได้ผลเพียงกล้ามเนื้อกระชับขึ้น  สุขภาพจิตดีในแง่คนได้ออกกำลังประจำวัน  พุงยังมีเล็กน้อยพองาม  คุมน้ำหนักตัวได้ในเกณฑ์มาตรฐาน

แต่ตามตำราที่อ่านๆ  ระยะ ๓๐ ปีที่ผมทำไป  ตับไตไส้พุง  เอ้ยไม่ใช่..ตำราไม่ได้บอกอย่างงี้  แต่บอกว่าแบบที่ผมทำๆไปแล้วนะ  พวกระบบหัวใจ  พวกที่เกี่ยวข้องกับการฟอกเลือดฟอกอากาศ  และการเพิ่มประสิทธิภาพในการขนส่งโลหิตไปเลี้ยงอวัยวะภายในของร่างกาย  แทบจะไม่ได้รับผลประโยชน์ซักกี่มากน้อยของตลอดช่วง ๓๐ ปีที่กล่าวมา

มันต้องแอโรบิคครับ  โปรดติดตาม..แอ่น..แอ้น ..ปิดม่านก่อน

เสือแก่
Member


เข้าร่วม : 06 พ.ย. 48
เปิดกระทู้ : 3 ครั้ง
ให้ความเห็น : 260 ครั้ง
05 ก.พ. 50  18:13:17 น. # 17

ฮี่ๆ อ่านประวัติพี่เสือน้อยไม่ธรรมดาเลยแฮะ ซักครู่หมอเจ้าของไข้โทรมาย้ำแล้วย้ำอีกให้พัก เพราะไปได้ข่าวว่าคนไข้ทีไหเพิ่งแตกเมื่อวานเย็นทั้งขับรถยนต์ ,ขี่จักรยานร่อนไปร่อนมารอบเมือง อาจจะมีเวลาว่างหน่อย จะได้แจมกระทู้ด้วยเลย เอาเป็นเรื่องAerobic ล้วนๆเลยนะครับ
    ทำไมต้องแอโรบิค ก็เพราะแอโรบิคเป็นพื้นฐานสำหรับกีฬาเกือบทุกชนิด เหมือนรถยนต์ถ้าจะเอาไปแข่ง ถ้ากระบอบสูกลูกกระติ้ดเดียว จะแต่งข้างนอกสวยเริดขนาดไหน จะใส่Aero part รอบคันยังไงก็สู้ พวกเครื่องยนต์ลูกสูบกระบอกโตๆแรงม้าตีนต้นตีนปลายเรียกได้ตลอดแถมยังอึดอีกไม่ได้หรอก  
    รออ่านของพี่เสือน้อยก่อนนะ ผมน่ะแฟนตัวจริง ของ มิตร, เพชรา สมบัติ , ภาวนา  นักร้องก็ศรคีรี ศีรประจวบ ,หนุ่ม เมืองไพร  ,ระพิน ภูไท แถวๆนั้นแหละครับ สำนวนพี่เสือน้อยนี่เข้าทางเลย อ่านสนุก เข้าใจง่าย เหมือนบทเพลงรุ่นเก่าๆฟังยังไงก็ยังไพเราะเสนาะหู
    วันนี้ สงสัยพิษบาดแผลทำเรื่อง พิมพ์ได้นานกว่าปกติแฮะ

ต่อ
Unregistered

[ 158.108.209.83 ]
05 ก.พ. 50  22:55:00 น. # 18

ผมก็พลอยได้ความรู้ดีๆไปด้วย   ขอบคุณทุกท่านครับ

หมูภูเขา
Senior Member


เข้าร่วม : 28 ก.ย. 45
เปิดกระทู้ : 110 ครั้ง
ให้ความเห็น : 2481 ครั้ง
06 ก.พ. 50  07:11:13 น. # 19

อิอิ มาปูเสื่อนั่งรอฟัง หยิบแครอทแท่งมากินด้วย(คุมน้ำหนักค้าบ) อิอิ

แอโรบิคดีไหม ไม่รู้ แต่รู้ว่าเข้าฟิตเนสปั่นจักรยานคุมHRMให้อยู่ในช่วงไม่ไม่เกิน75% วันละชั่วโมง ไม่เล่นเวท น้ำหนักก่อนเข้า84 ตอนนี้ 77.8โลละครับ เหนื่อยไหม แรกๆเหนื่อย หลังๆนี่ สิวๆ สบายๆ

อยากลดน้ำหนัก ปั่นจักรยานช้าๆก็ลดได้เน้อ อิอิ

คนข้างบ้าน
Unregistered

[ 202.12.118.36 ]
06 ก.พ. 50  13:00:23 น. # 20

เห็นด้วย ท่านเสือน้อย นี่..ไม่เบาทีเดียว ลีลาการร่ายตัวหนังสือ เข้าขั้นเซียน ความรู้ประสบการณ์แน่นเปรี๊ยะ น่าจะมีรวมเล่มขายนะ ..บ่ายวันนี้ โปรดมาให้ความรู้ต่อนะคะ  ลูกๆ หลานๆ รออยู่จ้า

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.148.161 ]
06 ก.พ. 50  14:48:18 น. # 21

วิ่งครับ  วิ่งมาราธอน  เป็นกิฬาในความฝันอันสูงสุดที่ผมอยากจะทำให้ได้  ถึงได้เกิดเป็นเรื่องแอโรบิค  ที่จะได้เล่าให้ฟังกันต่อ  

มันรู้สึกอยาก..  อยากตั้งนานแล้ว  แต่เป็นเพราะไปถูกสกัดกั้นด้วยความไม่รู้  ไม่มีตัวอย่าง  ไปลองวิ่งผิดๆด้วยตัวเองอย่างที่เล่าให้ฟังแล้ว  ไม่ได้ไปลองวิ่งแบบถูกๆเอาบ้างเลย  มีแต่ผิดๆทั้งนั้นกับที่ผมได้ลองทำในยุคโน้น  ที่ลองวิ่ง ๓ วันตอนหนุ่มแน่น แค่ ๒ กิโลเมตรเองมันก็เหนื่อยสุดๆ..ก็ยอมไปเลย  พาลนึกไปว่าเป็นเรื่องเฉพาะของพวกเทวดาส่งมาเกิด  ถึงจะทำได้

ผมก็ไม่รู้นะ..ว่าอ้ายเจ้าความอยากเป็นนักวิ่งมาราธอน  มันมาก่อตัวฝังอยู่ในใจผมแต่เมื่อไหร่  ทั้งๆที่สมัยผมยังนุ่งกางเกงขาสั้นไปโรงเรียนอยู่ต่างจังหวัดนั้น  ปรีดา จุลละมลฑล..มีชื่อเสียงมาก  จากที่คว้าเหรียญทองจากการแข่งขันจักรยานได้ถึง ๔ ประเภท  รู้สึกว่าจะได้เหรียญเงินอีก ๒ เหรียญด้วย  ในกิฬาเอเชี่ยนเกมส์ที่เมืองไทยจัดเป็นครั้งแรก  จำได้ว่าปี ๒๕๐๙  

ที่พอจำได้เพราะผมเทียบอายุผมได้ว่าอยู่ในช่วงเรียนและจบชั้น ม.ศ. ๓  ที่สมัยนี้เรียกว่าชั้น ม. ๖  โอย..ชาวบ้านชาวช่องสนุกมากกับการติดตามเชียร์ทุกเกมส์กิฬา  ด้วยการเปิดวิทยุฟังรายงานสดกัน  

ใครๆก็พูดถึงปรีดา ฯ  หนังสือพิมพ์ลงภาพปรีดา  กับเหรียญทั้งหมดที่สายคล้องเต็มคอ  แผ่เหรียญทั้งหมดที่ได้ครั้งนั้นเรียงเต็มหน้าอก  

แต่บผม..ภาพการเล่นหรือจะเป็นนักกิฬาจักรยานก็ไม่ฝังอยู่ในหัวผม  

ส่วนประเภทการวิ่ง..เมืองไทยยุคโน้น  ไม่ติดฝุ่นกับประเทศอื่นเลย  เริ่มจะมาเชียร์กันสนุกก็ตอนเรามี..อาณัติ  รัตนพล  และทีมไต้ฝุ่นไทยชุดแรก  ที่เริ่มคว้าเหรียญทองในกิฬาระดับเอเชี่ยนเกมส์ครั้งถัดมา  ให้กับประเทศไทยเราเป็นครั้งแรก  

นี่ไม่พูดถึงฟุตบอลนะครับ  รวมทั้งประเภทบาสเก็ตบอลด้วย  บ้านเราเก่งและดังมานานแล้ว  แต่ก็เป็นประเภทกิฬาที่ผมไม่ถนัด  กลายเป็นว่าผมชอบกิฬาประเภทที่เล่นได้คนเดียว  สนุกกะการอยู่คนเดียวครับ  ทั้งหมดที่พูดมาทั้งหมด  ตัวตนเราเป็นอย่างงี้

จึงน่าจะเป็นเหตุให้ผมอยากจะวิ่งมาราธอน

ยุคนั้น..สมัยนั้น  ประเภทวิ่งมาราธอนนี่  บ้านเราแทบจะไม่รู้จักเลย  ส่วนผมเห็นและดูการแข่งขันวิ่งมาราธอนครั้งแรก  ก็จากการแข่งขันกิฬาโอลิมปิค  ที่กรุงโตเกียว  ประเทศญี่ปุ่นเป็นเจ้าภาพ ปี ค.ศ. ๑๙๖๔..พ.ศ. ๒๕๐๗

เปล่านะครับ  ผมไม่ได้มีวาสนาไปดูถึงสนามแข่งบ้านเขาหรอก  ผมแค่มีโอกาสได้ดูจากที่เขาถ่ายทำหลากหลายประเภทกิฬา  และตัดต่อเป็นภาพยนตร์ความยาวมาตรฐาน  ประมาณ ๒ ชั่วโมงจบมีรวมทั้งพิธีเปิดและปิดเกมส์  เอามาฉายเก็บตังค์ในโรงให้คนดู  เกมส์เขาจบไปตั้งแต่ปี ๒๕๐๗  พวกผมมีโอกาสได้ดูจากโรงหนังที่ชุมชนบ้านผม  ก็ร่วมปี ๒๕๐๙

ทุกประเภทกิฬา  ที่ได้ดูจากในหนังมันเป็นมิติใหม่หมดในความรู้สึกของผม  พูดถึงฟุตบอลที่พวกผมแบ่งฝ่ายเตะเล่นสนุกๆกัน  ดูจากหนังโอลิมปิคเกมส์  ก็เพิ่งเห็นวิธีการเล่นที่ตัวยืนรักษาประตูใช้วิธีพุ่งเหาะปัดบอลกลางอากาศ  จากกลางประตูพุ่งไปชกหรือคว้าลูกที่มุมสูงของเสาประตูแทนที่จะเป็นการวิ่งไปรับลูก  ดูแล้วหมูและงามมากแฮะ..รุ่งขึ้นก็ไปหัดพุ่งรับลูก  กะให้เหมือนกับในหนังแล้วละนะ  แต่มันไม่เหมือน  มันกลับหล่นตุ๊บลงมาจุกและเจ็บตัว  ครั้งเดียวเลิกไปเลยเช่นกัน

ครั้งนั้นตัวประตูของทีมรัสเซีย  เลฟ ยาชิน  ต้นแบบที่ผมและเพื่อนๆได้เลียนแบบการพุ่งตัวรับลูกบอลหนะ  ถือได้ว่าเป็นผู้รักษาประตูมือหนึ่งของโลกทีเดียวนะครับ  

เหตุการณ์ต่อเนื่องจากหนังที่ได้ดูนี้  ยังไม่นับรวมถึงเพื่อนอีกหลายคน  ที่โหนราวเดี่ยวพลัดหล่นตกลงมา  เจ็บกว่าผม  เพราะไปเลียนแบบยิมนาสติค  ที่เพิ่งได้เห็นเป็นครั้งแรกจากการไปดูหนัง  

ผมตื่นตาตื่นใจที่เห็นการวิ่งมาราธอนจริงๆ  ทั้งๆที่นักกิฬาแต่ละคนตัวก็ผอมเหมือนกะแย้  ยุคนั้น..  ผมจำได้ติดตาครับ  อเบเบ้ บิกิล่า  นักวิ่งชาวเอธิโอเปียคว้าเหรียญทอง  และรู้เมื่อโตมากขึ้นว่าเขาเป็นนักวิ่งมาราธอนคนแรก  ที่ได้เหรียญทองระดับกิฬาโอลิมปิค ๒ ครั้งต่อเนื่องกันที่เกมส์โตเกียวโอลิมปิคนี้  แต่อเบเบ้ บิกิล่า โชคร้ายที่เจออุบัติเหตุพิการและตายก่อนวัยอันควรในภายหลัง  ผมยังรู้สึกเศร้าใจเลยครับ  ก็นับว่าว่าเป็นนักกิฬาระดับโลกคนแรกของผมครับ  ที่พิมพ์ใจฝังจำอยู่ในส่วนลึกของผมนับแต่นั้นมา

ที่ป๋าลู  การออกปากชักชวนให้คนออกกำลังกายจริงจังเพื่อสุขภาพ  ช่างยากเย็นเข็นใจ  จะเป็นเพราะคนกลุ่มใหญ่  ประชากรส่วนใหญ่ของบ้านเรา  ยังไม่มีความอยาก  ความฝังใจอยากจะทำอย่างที่เล่าข้างต้นให้เป็นเรื่องสนุก  

ส่วนคุณเล็ก  เจ้าของกระทู้หรือท่านอื่นที่มีใจอยากทำอยู่แล้ว  แต่ไม่รู้จะเริ่มยังไง  

ก็มาอยู่ในขั้นตอนที่ว่าจะทำอย่างไรให้ได้ผลโดยไว  จะได้ไม่ทำทิ้งทำขว้างเสียเปล่าเหมือนผม  ที่หลงทางอยู่เกือบ ๓๐ ปี

และด้วยผมจะเล่าตามประสบการณ์ผม  ซึ่งทำจริงก็เพราะการหัดวิ่งมาราธอน  จึงจำต้องพูดถึงช่วงการฝึกวิ่งมากหน่อยนะครับ  ในช่วงนี้

ไม่ได้มีเจตนาทำตัวเป็น..ออกพญาจักรี..ที่เข้ามาเป็นไส้ศึก  เพื่อการตีเมืองจักรยานของท่านป๋าลู  ในกระดานนี้นะครับ..แฮ่

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.148.161 ]
06 ก.พ. 50  17:13:21 น. # 22

ต้องยกเครดิตให้เพื่อนรุ่นน้องคนนึงของผม  ที่ดึงผมให้พ้นจากความสยองกลัวการฝึกวิ่งมาราธอน

เธอเป็นผู้หญิงตัวบางผอมเพรียวตามมาตรฐานนักวิ่งมาราธอน  รู้จักและสนิทกันโดยเธอเข้ามาเป็นสมาชิกกลุ่มเล่นดำน้ำ  ของกลุ่มเพื่อนแบกเป้เที่ยวเดินและนอนป่า  ในกลุ่มที่ผมไปสิงอยู่ด้วย  เมื่อ ๑๐ กว่าปีก่อน

ด้วยยุค  ๒๐ กว่าปีก่อนนู้น..ผมหัดเล่นดำน้ำ  อ่านตำรับตำราและเล่นอยู่กับเพื่อนอีกสองคน  จนวิชาแก่กล้าถึงขั้นชวนพรรคพวกกลุ่มเดินป่า  ที่เผอิญอยากเล่นดำน้ำอยู่พอดี  มาเล่นสนุกสนานกันเพียงในกลุ่ม

แต่เรื่องนี้  เอามาพูดให้คนนอกกลุ่มฟังไม่ได้หรอกครับ  ถูกตีตายเลย  เพราะเรื่องการเรียน การเล่น และการสอนของพรรค์ยังงี้  ปัจจุบันเขาต้องเป็นมืออาชีพที่ผ่านการเรียนการสอน  ถ่ายทอดต่อยอดกันมาจากเมืองนอก  ผมและแก้งค์เล่นดำน้ำที่เคยเล่นแบบเถื่อนๆไร้บัตรสังกัดจากสถาบันใดๆ  จึงจำต้องเลิกกันไปครับสำหรับกิจกรรมประเภทนี้  

แต่ที่ผมได้ผลพวงจากเรื่องนี้  ก็น้องผู้หญิงคนนี้  ผมสังเกตว่ามักปฏิเสธทริปดำน้ำ  ที่เราจัดไปกันแทบทุกสุดสัปดาห์แถวเกาะล้าน  พัทยา  ในยุคกระโน้น  

เมื่อถามถึงได้รู้ว่าเธอต้องไปวิ่งรายการวิ่ง  ที่เขามักจะจัดกันทุกวันอาทิตย์

คุณเล็ก  เจ้าของกระทู้นี้ที่ถามเรื่องแอโรบิค  แต่ผมก็ลากยาวเล่าเรื่องอะไรให้ฟังเรื่อยเปื่อย  และกลุ่มเพศหญิงท่านอื่นโปรดอย่าเกลียดชังหน้าผมนะครับ  หากจะสารภาพว่า  แรกเมื่อรู้ว่าเธอเป็นนักวิ่งและทำได้ในสิ่งที่ผมทำไม่ได้  ผมร้องอุทาน  ฮ้า..ผู้หญิงตัวเล็กๆแบบนี้หรือเป็นกลุ่มพวกนักวิ่ง  คือผมแทบไม่เชื่อ

คือผม..อาจจะจัดได้ว่าเป็นเพศชายรุ่นโบราณ  ที่นึกว่าเพศชายต้องแข็งแรงและทำอะไรได้ดีกว่าเพศหญิง  เมื่อมาเจอเจ้าน้องผู้หญิงตัวเล็กผอมกระติ้ดเดียว  ทำได้ในสิ่งที่เราทำไม่ได้  ก็แทบไม่เชื่อ

ก็ถือว่าเป็นโชคดีของผมครับ  ที่ได้เจอตัวอย่างคนเล่นมาราธอนจริง  ที่ผมไม่เคยเจอมาก่อน  แถมเป็นเพศหญิงที่ดูน่าจะอ่อนแอกว่าเราทำได้  ก็เลยพาลมั่นใจล่วงหน้าว่า  เราก็ต้องทำได้

ผมถึงได้เริ่มต้นเสียทีกับการวิ่ง  และพลอยรู้เรื่องแอโรบิค  ทั้งที่ยุคมากกว่า ๑๐ ปีก่อนหน้านี้  ก็แพร่หลายมากแล้วจากหนังสือวิ่ง  เพียงเพราะผมไม่อยู่ในวงการ  จึงไม่รู้เรื่องกะเขา

ถึงมารู้..ก็มารู้ในภายหลังครับ  หลังจากโน่น..หลังจากหัดวิ่งร่วม  ๖ เดือนผ่านไปแล้วละโน่น

อ้อ..ถึงตรงนี้  ความคิดโบราณๆในข้อดูถูกดูแคลนความสามารถของเพศหญิง  หายไปเลย  ได้แต่นับถือที่เขาทำได้  ส่วนตนก็มีกำลังใจที่จะรื้อฟื้นกลับมาทำใหม่ให้ได้

นี่ก็เป็นเรื่องนึงครับที่ต้องเล่า  ว่าแรงจูงใจผลักดันให้ผมเล่นกิฬาที่เลือกแล้ว  และต้องฝึกทน  จนได้ระดับแอโรบิค  มายังไง

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.148.161 ]
06 ก.พ. 50  17:14:53 น. # 23

สิ่งที่เธอผู้เป็นครูแนะนำการวิ่งแก่ผม  จุดเริ่มต้นที่เป็นประโยชน์มากคือ  การบอกให้หัดวิ่งเหยาะๆแบบช้ามาก  เอาแค่วันละ ๑๐-๑๕ นาทีพอ  ที่สำคัญคือต้องทำทุกวัน  ทำให้ได้ซักเดือนก็จะเริ่มติดเป็นนิสัยแล้ว  ระหว่างวิ่งหากรู้สึกเหนื่อยให้ผ่อน  น้องผู้หญิงกำชับว่าวิ่งให้ช้า  ช้าแบบว่าไม่หอบเหนื่อย  ช้าแบบว่ายังต้องพูดคุยได้  

เธอทั้งบอกโจทย์และเฉลยไว้ล่วงหน้า  การบ้านที่ต้องไปทำช่วง ๑ เดือนแรกนี้  น่าเบื่อมากและไม่สนุกเลย  แต่ก็ต้องทน

ทำจริงในช่วงอาทิตย์แรก  ถึงสิ้นเดือนแรก  ก็ไม่เหนื่อยหอบแฮก  แบบที่วิ่งตับแลบสมัยหนุ่ม  เพียงแต่วิ่งได้ระยะแค่ ๑ กิโลเมตรกว่าๆก็ระบม  เป็นเหตุให้วิ่งได้แค่นั้น

นึกแล้วก็มีเรื่องให้ตัวเองได้..ฮา

ช่วงนั้นพรรคพวกในกลุ่มผมร่วม ๑๐ คนครับ  ที่เป็นกองเชียร์  คอยโทรศัพท์ถามความคืบหน้า  แต่ละวัน..กับวันแรกที่ผมบอกว่าวันนี้ผมวิ่งได้ระยะ ๑ กิโลเมตรแล้ว  ทุกคนชมกันใหญ่ว่าผมเก่งจริงๆ  พวกนี้เข้าใจหลอกให้กำลังใจผมครับ

เป็นอย่างงั้นจริงๆ  ผมวิ่งได้ครั้งละ ๑-๒ กิโลเมตร  ครบ ๑ อาทิตย์ผมก็ปลื้มตัวเองเอาเสียจริงๆ  อย่าหัวเราะนะครับ  ตอนนั้นมันเหนื่อยจริงๆ  แล้วก็ปวดเมื่อยขา  เมื่อยน่องด้วย

แต่ถึงวันนี้  นึกไปนึกมาอีกที  นึกถึงพรรคพวกกองเชียร์ ๑๐ กว่าคนที่เอาแต่โทรฯเชียร์  ก็ไม่เห็นมีใครอยากจะมาวิ่งเป็นเพื่อนผมซักคน  จนถึงวันนี้ก็ตามทีเถอะ  

และทั้งๆที่มีคนนึงที่เป็นหัวหน้าแก้งค์ของกลุ่มผม  ริเริ่มเป็นคนเอาจักรยานเสือภูเขาที่เป็นสินค้ามือสองมาจากญี่ปุ่น  เอามากองทิ้งไว้บ้านเพื่อน  ก็มีผมและเพื่อนอีก ๒ คนไปหยิบไปฉวยเอาไปปั่นทริปทางไกลทริปแรก  ที่พูดถึงแล้ว

ถึงตอนนี้..เพื่อนๆที่เหลือ  ก็ได้แต่เชียร์อยู่ที่บ้านครับ  บางโอกาสก็คอยโพสต์ส่งข่าวติดต่อให้กำลังใจกันยามเมื่อผมปั่นเที่ยวอยู่ต่างแดน  

แต่..ก็ไม่ยอมมาแอโรบิคกะผมซักที  

ผมละ..ฮา..จริงๆกับพรรคพวกผมกลุ่มนี้  ที่เอาแต่เชียร์

lucifer
Grand Member


เข้าร่วม : 23 ก.ย. 45
เปิดกระทู้ : 82 ครั้ง
ให้ความเห็น : 5167 ครั้ง
06 ก.พ. 50  17:32:19 น. # 24

มิได้ขอรับท่านพี่เสือน้อย  มาติดตามเรื่องราวในอดีตที่ลืมเลือนไปแล้วเช่นกัน

ก่อนที่ผมจะเริ่มมาปั่นMTBและกลายมาเป็นเสือหมอบแบบทุกวันนี้  ผมเองก็เริ่มมาจากการวิ่งเช่นกัน  แต่ผมเป็นนักวิ่งระยะสั้น เพราะฝังใจกับตอนคัดตัวกีฬาสีตอนมศ.5 แล้วมีปัญหาเรื่องกล้ามเนื้อขาอักเสบ  ก็เลยพยายามจะเป็นนักวิ่งระยะสั้นให้ได้    แต่ก็ไม่รอดครับ  ฝึกเองมันก็ไม่ได้วิธีที่ถูกต้อง  จนมาเรียนมหาวิทยาลัย เจอกับอจ.เขาก็เลยสอนวิธีการสับศอก ตีเข่า ถึงได้รู้ว่าท่าวิ่งนี่มีผลมหาศาล  เคยบอกว่าเวลาเขาวิ่ง 100 m กันนี่เขานับก้าววิ่งกัน  ใครวิ่งได้เกิน 47 ก้าว นี่ ยังไม่ต้องมาคุยกัน  เพราะเขาจะวิ่งกันน้อยก้าวกว่านี้  เนื่องจากเมื่อวิ่งไปสักพักหนึ่ง แรงสับศอกและตีเข่าจะทำให้ตัวลอยขึ้นจากพื้น   แต่ละก้าวจึงยาวกว่าก้าวที่เราก้าวกันตอนเดินหรือเขย่งธรรมดา ( เชื่อป่าว กลไกง่ายๆแค่นี้ อธิบายให้หมอรุ่นน้องฟัง  เขายังไม่เข้าใจ และยังไม่ยอมเชื่อด้วยว่า วิ่ง100เมตร ใช้จำนวนก้าวแค่ 47 ก้าว ก็พอแล้ว )

ข้ามฟากไปเรียนฝั่งศิริราช ก็ยังตามมาแข่งกีฬาคณะอยู่อีก2ครั้งกระมัง มาแข่งกันทีไร ก็มาคว้าเหรียญทองประเภททีมวิ่งผลัดกันตลอด เพราะพวกศิริราชที่มากันนั้นก็ตัวนักกีฬาเก่าที่ไปตกรอบกีฬามหาวิทยาลัยเมื่อตอนอยู่ปีหนึ่งกันมาทั้งนั้น    ไปสู้อะไรกับเขา  คนที่วิ่ง 100 เมตรเร็วที่สุดของเรา ยังทำเวลาต่ำกว่า12วินาทีไม่ได้เลย   แต่เทียบกับคณะอื่นๆแล้ว ไม่มีใครวิ่งได้เร็วกว่าพวกเราในตอนนั้น

วิ่งระยะสั้น เขาจะวิ่งกันด้วยปลายเท้า  ผมก็วิ่งแบบนี้มาตลอด  ที่โรงยิมของศิริราชจะมีอัฒจันทร์ด้านบนที่เป็นกรอบสี่เหลี่ยมรวมระยะทางได้ 104 เมตร  สมัยตอนที่ร่างกายสมบูรณ์ผมก็จะวิ่งประมาณ 20 รอบ  ก่อนที่จะลงมาซ้อมปิงปองต่อ   ว่าก็ว่าไปผมก็ยังวิ่งมันด้วยปลายเท้าเหมือนกับสมัยที่ฝึกวิ่งระยะสั้นอยู่นั่นแหละ

จนอจ.อุดมศิลป์แกมาบอกว่าเขาวิ่งกันด้วยส้นเท้า และต้องใช้รองเท้าวิ่งเฉพาะ ผมถึงมา"อ้อ"  ( สักพักแกก็กระโดดไปเป็นสส.พลังธรรมสมใจแก )   ผมเองก็พยายามหัดวิ่งแบบจอกกิ้งกับเขามาตั้งแต่นั้น

ครับ  ก่อนปั่นจักรยานนี่ผมก็วิ่งรอบๆสนามจันทร์ แต่วิ่งนี่ถ้าไม่มีเพื่อนวิ่ง มันน่าเบื่อกว่าปั่นจักรยานคนเดียวเสียอีก   หลังๆนี่ให้วิ่งก็ไม่วิ่งแล้ว  รองเท้าวิ่งดีๆก็ไม่มีกับเขา  วิ่งทีไรรู้สึกเข่ามันจะส่งเสียงครวญครางอยู่เบาๆบ่อยๆ  ก็เลยเลิกวิ่งมาปั่นจักรยานอย่างเดียว

ชีวิตผมผูกพันกับการออกกำลังกายมาตั้งแต่เด็ก เรียนมหาวิทยาลัย ก็ยังเล่น ทำงานก็ยังออกกำลังกายอยู่  ทุกวันนี้เจอหน้ากับรุ่นน้องที่เป็นอจ.อยู่ศิริราช เขายังบอกว่าผมยังเหมือนเดิมสมัยที่เป็นแพทย์ประจำบ้านเมื่อ 10กว่าปีที่แล้ว  อ้าว ก็ผมออกกำลังกายมาตลอด  น้องบอกว่า เพื่อนๆพี่ๆเดี๋ยวนี้อ้วนพุงโร หัวเถิก ความดันสูง เบาหวานมาหลอกกันเป็นแถวๆ

ฟังดูก็เลยรู้สึกว่าเป็นบุญของเราที่รักในการออกกำลังกายมาตลอด

ครับ อโรคยา ปรมา ลาภา

คุยเพลินเรื่องความหลัง  เลยเวลาไปปั่นจักรยานแล้ว ขอตัวก่อนนะครับ

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.152.220 ]
07 ก.พ. 50  14:19:22 น. # 25

ขอหยุดพักแจกลายเซ็นต์  และทักทายกองเชียร์ก่อนนะครับ

กะคุณเล็ก..เจ้าของกระทู้หากเป็นมือใหม่จริงๆ  ล่วงถึงวันนี้อาจจะได้คำตอบเรื่องแอโรบิค  แบบเลาๆหรือชัดเจนไปแล้ว  ว่าคำตอบที่ต้องการนั้น..หากจะปั่นจักรยานในภาวะแอโรบิค..ง่ายนิดเดียว  ปั่นครั้งละ ๓๐-๔๐ นาที  ออกแรงปั่นให้ความเหนื่อยอยู่ในระดับเกินระดับการปั่นสบายขึ้นไปหน่อย  แต่พอหากจะถึงขั้นจะหอบ  ก็ให้ผ่อน..ปรับแต่งระดับความหนักอยู่แถวนี้ละครับ

หากคุณเล็ก  เป็นมือใหม่จริงๆ..ย้ำอีกที  ก็ไม่ต้องเร่งร้อนที่จะปั่นยาว ๓๐-๔๐ นาที  หรอกครับ  อาจจะใช้เวลาถึงสองหรือสามเดือน  ให้กล้ามเนื้อ  ทั้งต้องใช้เวลาในเรื่องการเจ็บก้น  ทนต่อความเมื่อยล้าต่างๆได้ดีขึ้นไปเรื่อยๆ  มันจะได้ไม่ทรมาณตัวจนเกินไป  และก็ยังไม่สายเกินการหรอกครับ  ไม่ต้องรีบหักโหม  เพราะหักโหมก็ไม่ได้หรอกครับ  มันจะกลายเป็นท้อ  เดี๋ยวจะถอดใจก่อน

ใจเย็นๆครับ  ค่อยเป็นค่อยไป  

รวมทั้งหากไม่ใช่การปั่นในห้องฟิตเนส  ก็ยังต้องให้เวลากะร่างกายมันฝึกระบายความร้อนทนต่อแดดด้วย  เดี๋ยวจะเป็นลมเป็นแล้งไปก่อน

ที่สำคัญ  คือรักษาระดับความฟิตของร่างกายในการเล่นและพัฒนาให้ได้ทนนานได้ตามเป้าหมายนั้น  มันจำเป็นที่ต้องฝึกอย่างน้อยสัปดาห์ละ ๓ ครั้งครับ  สำหรับคนที่ไม่มีเวลาจริงๆ  ซึ่งก็ควรจัดทำแบบวันเว้นวัน  

หากมีเวลา..  ทำได้ทุกวันก็ดีมากถึงดีสุดๆ  โดยอาทิตย์นึงจัดเป็นวันหยุดซัก ๑ วัน  ให้ร่างกายได้พัก

ข้อสำคัญ..มือใหม่หัดขับ  ห้ามหยุดเกิน ๓ วันครับ  ไม่งั้นที่ฝึกมา..หายหมด


กะคุณแดงน้อย..คุณ UFO..  ขอบคุณครับที่ให้กำลังใจ  อ่านๆไปมีเวลาลองไปวิ่งด้วยกันบ้างไหมครับ  หรือได้วิ่งอยู่แล้ว

คุณต่อ..ขอบคุณครับสำหรับความเห็น  แต่ยังไงๆ  ก็เอาให้ได้แบบแอโรบิคเถอะ  แล้วผมจะขยายความต่อในประโยชน์ที่ผมได้กับตัวเอง  ที่รู้สึกว่าร่างกายดีขึ้นมากกว่าช่วง ๓๐ ปี  ที่ผมได้เที่ยวเล่นอะไรเสียเปรอะแต่ไม่เป็นโล้เป็นพาย  

โชคดี..ที่ยังไม่สายเกินไปสำหรับผม  พอมาฟิตและรักษาระดับแอโรบิคไว้ให้ได้ทุกวัน  ตลอดช่วงที่ทำแค่ ๖ ปีหลังจนถึงปัจจุบันนี้  ได้ประโยชน์กับตัวมากเลยครับ  ถึงอยากบอก..ต่อ

ผมเชื่อว่า..ยังไม่สายเกินไปสำหรับทุกท่าน  แล้วผมจะค่อยๆเผยตัวอย่างจากการทดลองและทดสอบของผม  ที่ได้ทำและรู้เห็นการบูรณะสุขภาพร่างกายของ***เกษียณหลายๆท่าน  โดยท่านเหล่านั้น..ก่อนออกกำลังกายมีโรคาพยาธิเบียดเบียน อาศัยอยู่ในกาย  เจอหมอหาหมอ..นับแรมปี  

ท่านทั้งหลาย..เหล่านั้น  พอได้ออกกำลังกายระดับแอโรบิค  อย่างจริงจัง  เจ้าโรคาพยาธิที่รบกวนเบียดเบียนกาย  หายเกือบหมดเกือบเกลี้ยงไป  ทันตาลูกเมียเห็นครับ  เป็นที่อนุโมทนา สาธุ  และชื่นชม  ต่อผลที่ได้ของความวิริยะ อุตสาหะ..แฮ่

ฮา..ฮา..คราวนี้ถึงตามาทักทายท่านเสือแก่ของผม  ขอบคุณครับที่จะเข้ามาช่วยแจม  เพื่อให้มีส่วนเป็นวิชาการ  เป็นประโยชน์เชื่อถือได้ยิ่งขึ้น

ว่าแต่..ไห..ที่แตกนี่  มันไม่ทำให้ท่านระบมหรือ  

ผมนึกตอนที่ผมทำไหแตก  เมื่อ ๓ ปีก่อน  ตอนหอบจักรยาน ๒ คันไปกับเพื่อนขึ้นไปจากกรุงเทพ  กะไปหาที่ซ้อมขึ้นเขาแถวทางเหนือ  เพื่อเตรียมลงไตรกิฬาที่ภูเก็ต

ไปซ้อมได้แค่วันเดียว  เกิดล้อสะดุดรอยต่อของทางสองระดับ  ล้อสะบัดเสียหลักผมหล่นร่วงลงกลางถนน   นึกว่าเซฟตัวทันเอาท่อนแขนขวาพาดทาบหน้าอก  ใจหวังนึกว่าตัวจะหมุนเอาแนวข้างตัวลง  กลายเป็นไหล่ขวางัดถนนบวกกะทั้งท่อนแขนอัด  กระดูกหักสิ้นทุกซี่เลย

ครับงวดงั้น..ทั้งไหหัก..ทั้งริบเดาะ  และต้องขอเลื่อนสิทธิการลงแข่ง  เพราะลงสมัครเสียเงินไปแล้ว  ผู้จัดเขาก็ดีครับ  ให้เลื่อนไปเล่นปีถัดไปได้

ก่อนออกจากโรงพยาบาล  หลังจากที่ถูกกักตัว ๑ คืนดูอาการสมอง  หมอให้ยาแก้ปวดมาหลายถุง  ผมไม่ชอบกินยา  ถามหมอโดยสุภาพว่า  หมอครับ..ยาพวกนี้ช่วยในการรักษาหรือไม่  หมอว่า..เป็นยาช่วยระงับปวด  ผมจึงบอกหมอว่า  ไม่ขอรับยา  อยากจะลองว่ามันจะปวดยังไง

เดาว่า  ที่ผมเดินได้สบายอยู่สามวัน  เป็นเพราะตอนเข้าถึงมือหมอ  หมอท่านฉีดยาอะไรก็ไม่รู้บริเวณกล้ามเนื้อหัวเข่าแถวๆรอบสะบ้า  มันถึงทำให้ผมไม่รู้สึกระบมตัว  แต่พอหมดช่วงคุ้มครอง ๓ วัน   และผมไม่ได้กินยาแก้ปวด  เจ้าประคุณเอ๋ย..เกือบ ๑๐ วันแน่ะครับ  กว่าที่ผมจะหายปวดหายเกร็งตัว  ตอน ๑๐ วันนั้นจะลุกจะนั่งต้องให้ลูกชายช่วยเอาแผ่นไม้มาดันหลัง  ถึงจะตั้งตัวนั่งและหมุนตัวเอาขาลงจากที่นอน  ลุกขึ้นยืนได้  เป็นที่สมเพชเวทนาของลูกเมียและเพื่อนฝูง

เลยถือโอกาสถามท่านเสือแก่  ตรงนี้อีกครั้ง  ที่ผมลองไม่กินยาแล้วมันระบมขนาดนั้น  มันคุ้มกันมั๊ย..คือหมายถึงว่า  กินไปมันก็ไม่ได้ทำร้ายตับไตไส้พุงหรอก  กินๆไปเถอะ  มันจะได้ไม่ปวด  ยังงั้นหรือเปล่า

แต่จริงๆ..ผมก็เคยเรียนถามป๋าลู  มาแล้วละนะ  ดูเหมือนท่านจะตอบว่า  หากคิดว่าทนได้ก็ทนไป  ไม่กินได้ก็ดี

แล้วท่านเสือแก่ละ  เลือกทางใด  เห็นบอกว่าปั่นจักรยานร่อนไปร่อนมาได้อยู่  หรือตอนนี้กำลังระบมโอดโอย

กับคุณหมูเสือภูเขานี่  ขอบคุณครับที่แวะเข้ามาเยี่ยมชมการแสดง..เอ้ย..ไม่ใช่

และ..ด้วยความนับถือป๋าลู  เป็นอย่างยิ่ง

เสือแก่
Member


เข้าร่วม : 06 พ.ย. 48
เปิดกระทู้ : 3 ครั้ง
ให้ความเห็น : 260 ครั้ง
07 ก.พ. 50  17:55:41 น. # 26

เอาล่ะ ช่วงที่พี่เสือน้อยกำลังพักยก แจก ลายเซ็นต์ แฟนๆอยู่  ผมในฐานะกองเชียร์ ช่วงนี้ก็เคาะไห ตีกลอง กล่อมท่านผู้ชมคั่นเวลาไปพลางๆก่อน
    ที่พี่เสือน้อยถามตอบให้เลย  เหมือนป๋าลูครับ ถ้าไม่จำเป็น ไม่กินยาเด็ดขาด ตั้งแต่เกิดเรื่องมานี่ กินไปเม็ดเดียวเอง ตอนนั้นกองเชียร์ที่ทราบข่าวมาให้กำลังใจกันตรึมเลย จัดยาหาน้ำมาให้พร้อม ก็เลยต้องสนองมิให้เสียน้ำใจกัน ไหผมนี่จะหายช้าหายเร็ว อยู่กับหลายปัจจัยครับ
      อันแรก บุญเก่าที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ ถ้าทำบุญมาดี ดูแลสุขภาพร่างกายมาดี มันก็หายตามที่มันควรจะเป็นแหละครับ แต่ถ้าก่อนหน้า ไม่เคยทำบุญมาก่อน กรรมก็ตามมาสนองแหละครับ เค้าหายกันเดือนครึ่ง ของเราอาจจะปาเข้าไปตั้งสามเดือน ข้อจำกัดของผมตอนนี้ก็คงเป็นเรื่องวัยนี่แหละครับ จะให้หายไวๆแบบกามนิตหนุ่มนี่ คงยาก แก่แล้วต้องเจียมตัวกันมั่งหละ ฮิๆๆ
      อันที่สอง ผลของกรรมที่จะทำต่อไปข้างหน้าครับ ถ้าทำกรรมดี  ให้ปลายไหทั้งสองมาอยู่ใกล้ๆกันนิ่งๆ ไม่ไปกวนมันมากนัก  เดี๋ยวมันก็จะหากาวมาเชื่อมมาต่อกันจนได้  ไม่บิดเบี้ยว  แต่ถ้าทำแต่กรรมชั่ว ร่อนไปร่อนมาแบบที่ผมทำ กรรมก็จะตามสนอง ปลายไหมันเกิดเกยกัน  หรือกาวเอาไม่อยู่ ทีนี้ล่ะ เรื่องใหญ่เลย ต้องไปพึ่งอันที่สาม
      อันที่สาม ใช้เวทย์มนต์ เข้าช่วยแหละ เวทย์มนต์ต้องรุ่นใหม่ๆแบบแฮรี พอตเตอร์นะ  ประเภทเวทย์มนต์แบบรุ่นเก่าเอาน้ำมันมาทา เอาไม้ไผ่มาดาม จะเสกไหให้กลายเป็นไห อาจจะได้โอ่งมาแทนนะครับ  รุ่นใหม่นี่ เค้าเสกเหล็กเข้าไปดามกันเลย ไม่กี่วันก็แรดได้เหมือนเดิม
     เอ้าแล้วยาล่ะ ก็รู้กันอยู่ ยาแก้ปวดแก้อักเสบยาลดบวม  มันไม่เห็นจะมาเกี่ยวกับหายไม่หาย  มันจะช่วยบรรเทาอาการปวดเท่านั้นแหละครับ ถ้าปวดพอทนได้ ยังไม่รบกวนคุณภาพชีวิตมากนัก เช่นปวดจนนอนไม่หลับ หรือ ปวดจนความดันขึ้นชี้ด่งชี้เด่ จนพยาบาลไม่กล้าเข้าใกล้ ยังไงผมก็ไม่กินยาครับ
     แล้วก็กรรมตามสนองแบบติดจรวด เนื่องจากยังทำใจไม่ได้  วันแรกขี่จักรยานร่อนไปร่อนมา เอามือถือใส่กระเป๋า ใส่ไม่ลึกพอ ทำมือถือร่วงหายซะนี่ รุ่นแพงซะด้วยซิ  พวกเก็บได้ ในเวลาแค่5นาที ปิดเครื่องเลย โทรเข้าไปยังไงก็ไม่ติด จะให้เอามาคืนซะหน่อย วันนั้นเลยโดนแม่บ้านเบิ้ลไปซะสองดอก แถมไม่พอยังเปรยๆอีก เจ้าสามคันที่เหลือ ( คันที่เกิดเหตุ ติดไปกับรถตำรวจ) สงสัยต้องย้ายที่อยู่      ฮือๆ ….พวกผู้หญิงใจร้าย
    เห็นพี่เสือน้อยแรกเริ่มจุดประกายสร้างแรงจูงใจ จากน้องผู้หญิงตัวเล็กๆ ฮั่นแน่  ตอนแรกจะแซวซะหน่อย  คิดย้อนไปย้อนมา ดันมาเข้าตัวเองซะนี่  เดี๋ยวว่างมาแจมใหม่  เฮ้อ สงสัยแก่แล้วจริงๆ วันๆคิดถึงแต่เรื่องเก่าๆเนอะ

เฉาก๊วย
New Member


เข้าร่วม : 20 ม.ค. 50
เปิดกระทู้ : 3 ครั้ง
ให้ความเห็น : 35 ครั้ง
07 ก.พ. 50  23:25:40 น. # 27

แอบอ่านมาหลายวันละครับ   ดีมากเลย ขอบคุณมากครับ

ขอถามเลยละกันนะครับ

ที่คุณเสือน้อยบอกว่าให้ออกกำลังกายต่อเนื่องกันซัก 40 นาที ถ้าผมวิ่งประมาณ 40-45 นาที ได้ระยะประมาณ 6-7 กิโล โดยที่ไม่ได้กินน้ำเลยจะมีผลเสียมั้ยครับ ผมพยายามจะกินก่อนวิ่งนิดหน่อยก่อน รึว่าต้องแวะมาจิบน้ำซะหน่อย เพราะตอนวิ่งก็รู้สึกกระหายเหมือนกันแต่ขี้เกียจออกมากินที่รถน่ะครับ เห็นเวลาเค้าวิ่งแข่งกันก็เห็นมีจุดให้น้ำเป็นระยะๆ ตลอดทางเลย

lucifer
Grand Member


เข้าร่วม : 23 ก.ย. 45
เปิดกระทู้ : 82 ครั้ง
ให้ความเห็น : 5167 ครั้ง
08 ก.พ. 50  09:27:47 น. # 28

น้ำทำหน้าที่เป็นตัวระบายความร้อนของระบบต่างๆของร่างกายครับ
ในวันที่อากาศร้อนจัดเราจะเสียเหงื่อไปมาก  การดื่มน้ำจึงเป็นการทดแทนส่วนที่ขาด อาการกระหายน้ำเป็นสิ่งที่บอกให้เราว่าเราเริ่มขาดน้ำ แต่เป็นอาการเตือนที่ช้าไปสักหน่อย   เหมือนกับน้ำมันเครื่องจะหมดก้นแครงค์แล้ว ไฟเตือนน้ำมันเครื่องเพิ่งจะมาติดให้ทราบ อะไรทำนองนั้นครับ

ถ้าเราไม่เสียน้ำมากไปนัก  ก็อาจจะไม่มีผลเสียมากมาย  แต่ถ้าในวันร้อนจัด ระวังตะคริวจะมาเยือนเอาง่ายๆนะครับ

เล็ก สู้ๆ
Unregistered

[ 124.157.132.60 ]
08 ก.พ. 50  13:36:05 น. # 29

ขอขอบคุณทุกท่านที่ออกความเห็นนะคะ  ทุกวันนี้เล็กปั่นวันเว้นวัน   วันละ 16-20 km  เวลาประมาณ 1 ชม.โดยประมาณ  ความเร็ว 17-23 kmต่อชม.ค่ะ  จะพยายามไม่หยุดเพราะหยุดแล้วขี้เกียจค่ะ

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.146.228 ]
08 ก.พ. 50  17:45:57 น. # 30

โอย..คุณเล็ก  ระดับมีอนาคตแล้วนี่

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.146.228 ]
08 ก.พ. 50  17:52:50 น. # 31

ฮ่า..ฮ่า...ฮ่า...ผมประเภทมือใหม่หัดเขียน  มีคนบอกแอบอ่านก็ดีใจ..มีปลื้มครับ  

ทั้งยังอยู่ในขั้นที่ต้องขอบคุณ..คุณเฉาก๊วย  ที่ถามให้มีเรื่องเขียนต่อ  

แต่จริงๆถึงแม้จะไม่ถามตอนนี้  เรื่องการดื่มน้ำก็เป็นหัวข้อสำคัญที่จะต้องเล่าต่อไปตามประสบการณ์ตามที่ตั้งใจ  จึงจะจบสมบูรณ์ของการฝึกเล่นวิ่งมาราธอน  หรือการปั่นจักรยานทางไกลให้ทนแดด    

เพียงแต่..นิสัยเขียนเรื่อยเปื่อยเกินไป  เฉพาะหน้าเรื่องเทคนิคการหัดวิ่งหรือปั่น..จนคุมความเหนื่อย  ให้อัตราเต้นหัวใจที่เป็นผลโดยตรงจากความหนักของการวิ่งหรือการปั่น  อยู่ในเกณท์ที่จะยังผลให้การออกกำลังเพื่อสุขภาพได้ผลสมบูรณ์  จนถึงขั้นติดสุขในสารหลั่งเอนโดฟินส์  ก็ยังเล่าได้ไม่เป็นแก่น..อันนี้ก็ขอออกตัวกับคุณเล็ก  เจ้าของกระทู้ไว้อีกครั้ง  อย่างเพิ่งเบื่อกันนะครับ

จึงขอว่า..ระหว่างติดตามอ่าน  หากสนใจจุดใดเป็นพิเศษ  หรือกำลังมีปัญหาเฉพาะหน้า  เชิญสอบถาม  ได้ที่สายด่วน..ตรงนี้ได้ตลอดเวลา

ตอนนี้ขอปิดไมค์ เปิดสายคุยกับคุณเฉาก๊วย  ในความเห็นของผมเกี่ยวกับเรื่องการดื่มน้ำ  กับระยะวิ่งที่คุณเฉาก๊วยทำอยู่  ๔๐-๔๕ นาที  ได้ระยะประมาณ  ๖-๗ กิโลเมตร

ความรู้ช่วงนี้  ขอยกไหว้ครู..คุณหมอกฤษดา บานชื่น  ผู้เขียนหนังสือ..คู่มือการวิ่ง..ที่ผมยึดถือเป็นคู่มือการฝึกซ้อม  เมื่อครั้งเริ่มชั้น ๑ กิโลเมตรแรก ถึงชั้นจบมาราธอนครั้งที่ ๑ ของผม  

ผมได้ตอบแทนครู..โดยซื้อแจกพรรคพวกไปหลายชุดแล้ว  เป็นหนังสืออ่านง่ายแบบมีสนุก  ก้อ..โธ่..ฝีมือเขียนถึงระดับแฝด  กับคนเขียนเรื่องยากๆนานาสาระให้อ่านเล่นเป็นเรื่องสนุก  นามปากกา..เจ้ากรมเป๋อ..ลงนิตยสาร ต่วย'ตูน  ในครั้งกระโน้น  แต่หนังสือที่ว่า..ตอนนี้ไม่เหลือติดบ้านซักกะเล่ม..โฮ  

ท่านเปรียบร่างกายเรา  เหมือนรถยนต์  ที่ต้องมีน้ำหล่อเลี้ยงระบายความร้อน  แถมเป็นรถยนต์รุ่นเก่าที่ต้องคอยดูแลหมั่นตรวจและเติมน้ำ

ช่วง ๑ ถึงเกือบ ๒ ปีแรกที่ผมฝึกวิ่ง  ผมเอาปลอดภัยไว้ก่อน  หยุดพักดื่มเติมน้ำ  ตามที่ตำรากำหนดว่าให้ทำทุกระยะ ๒๐ นาทีเกือบเป๊ะๆ  

เพราะตำราเน้นว่าหากไปจิบหรือดื่มตอนที่เรารู้สึกกระหาย  ตอนนั้นจริงๆจะเป็นช่วงที่ร่างกายฟ้องว่าเริ่มขาดน้ำแล้ว

เพราะกลัวว่ามันอาจจะไม่ทันการ  และไม่ได้คิดนอกครูไปอย่างอื่น  แบบว่าตำราบอกให้ทำอย่างไร  ก็ทำตามนั้นทุกขั้นตอน  จึงต้องหาวิธีที่สะดวกในการจะได้ดื่มน้ำในระหว่างซ้อมวิ่ง  ไม่ว่าจะโดยวิธีฝากขวดน้ำให้ร้านค้าที่เราต้องวิ่งผ่านและวนกลับ  หรือทิ้งไว้กับป้อมยาม  อะไรทำนองนั้น  วางไว้เฉยๆ..ส่วนใหญ่หาย  เพราะซาเล้งเก็บไปหมด   นึกว่าเราทิ้ง

แต่นั่นมันอดีต..ของผมนะครับ  และเชื่อว่าเกือบจะร้อยเปอร์เซ็นต์ของทุกท่านกลุ่มนักวิ่ง  ที่ผ่านการซ้อมมาระยะนึงแล้วก็จะผ่านจุดนี้ไปได้แบบปลอดภัย

คือเมื่ออินทรีย์แกกล้ามากขึ้น  ถึงได้เริ่มแผลงปรับแต่งให้ออกนอกตำรา  หรือมันอาจจะมีบอกในตำราชั้นแอดวานซ์..ผมก็ไม่เคยเจอหรือเคยอ่าน

นึกเทียบกับการระบายความร้อนที่เกิดขึ้นในเครื่องยนต์  ที่คล้ายกัน..คือมันขึ้นอยู่กับเงื่อนไขที่ใช้งานมัน  รวมทั้งขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อมในการใช้งานด้วย  เหยียบเบา ขับบนถนนเรียบ  มีลมพัด  ไม่อบอ้าว  ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยส่งเสริมให้ระบบระบายความร้อนของเครื่องยนต์ทำงานได้ดี  ร่างกายเราเช่นกัน

แต่เครื่องยนต์  ด้อยกว่าร่างกายเรา  

รถยนต์เราใช้นานไป  ทั้งหม้อน้ำและในตัวเสื้อสูบเครื่องยนต์  เกิดตะกรันจับเป็นฉนวนระบายความร้อนไม่ใคร่ออก  ทั้งพัดลมไฟฟ้าเริ่มเสื่อม  รอบใบพัดลดลงไม่ใคร่มีแรงตักอากาศเพื่อการระบายความร้อนออกจากรังผึ้งของหม้อน้ำ  

นานๆไปทั้งๆที่ใช้รถยนต์ในภาวะเดียวกัน  กลายเป็นว่าชักจะคุมความร้อนไม่ได้  น้ำหล่อเย็นเดือดดันท่อน้ำแตก  ไฟแดงโชว์ที่หน้าปัทม์ตอนไหนไม่รู้ตัว  ฝาสูบโก่งซะแล้ว

ที่จริงจะบอกว่าไม่รู้ตัวก็ไม่ใคร่จะถูกร้อยเปอร์เซ็นต์  ก่อนที่เครื่องจะพังเพราะช่วงเครื่องยนต์ร้อนจัด  หากเป็นคนขับที่มือไม้และความรู้สึกที่เท้าละเอียดหน่อย  มันจะพอรู้ได้ว่าเครื่องชักวิ่งไม่ดี  ขาดกำลัง  เร่งไม่ใคร่จะขึ้น  พร้อมกับน่าจะมีกลิ่นไอน้ำและกลิ่นน้ำมันเครื่องไหม้

ตรงกันข้ามกับร่างกายเรา  ยิ่งฝึกยิ่งหัด  ระบบระบายความร้อนของร่างกายยิ่งดีขึ้นดีขึ้น  

รวมทั้งบางคนพัฒนาเครื่องแต่งกายของชุดวิ่ง  

จากเริ่มวิ่งนุ่งกางเกงขายาว  ใส่เสื้อผ้าคลุมหัวคลุมแขนรุ่มร่ามรุงรัง  ปิดพื้นที่ผิวหนังที่เป็นส่วนระบายอากาศร้อนออกจากร่างกาย  

ก็กล้าเปลี่ยนเป็นชุดวิ่งขาสั้นกุด  กะเสื้อกล้ามกะร่องกะแร่ง  แถมลงทุนใช้เสื้อผ้าใยแห้งเร็ว  เป็นปัจจัยพัฒนาการระบายความร้อนให้ร่างกายดีมากขึ้นที่เราทำได้

และข้อความส่วนต่อไปนี้  เป็นความคิดเห็นของผมส่วนตัวนะครับ  อาจจะมีถูกหรือมีผิด  คือพิจารณาได้ว่า..ในระดับนักวิ่งที่ผ่านการฝึกนานพอแล้ว  เหตุที่ทำให้สามารถยืดช่วงการรับน้ำ  เช่นบางคนสามารถวิ่งจบระยะ ๑๐ กิโลเมตรได้แบบ..อัดหนักด้วย  โดยไม่ต้องรับน้ำระหว่างทาง

กลุ่มนักวิ่งระยะยาวที่ผ่านการฝึกมานานพอแล้ว  พวกหลอดเลือดที่เอาไปเลี้ยงกล้ามเนื้อมันขยายโตมากขึ้นทั้งสะอาดขึ้น  จากเดิมที่เคยมีไขมันเกาะกลับลดลงหายไป    ทั้งหัวใจก็แข็งแรงและเพิ่มปริมาตรห้องสูบ  ปั๊มเลือดออกมาทีนึงได้ปริมาตรมากกว่าคนปรกติ  

น้ำเลือดนอกจากทำหน้าที่นำอาหารไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ  ก็ยังทำหน้าที่เป็นตัวเอาความร้อนที่เกิดในกล้ามเนื้อ  และอวัยวะที่กำลังทำงานอย่างหนัก  ระหว่างที่เรากำลังวิ่งหรือปั่น  เอาความร้อนไปทิ้งที่ผิวหนัง  ซึ่งมันก็มีการพัฒนาเส้นสายเลือดเพิ่มฝอยแผ่คลุมผิวหนังมากกว่าเดิม  ระบบการระบายอากาศของร่างกายของพวกนี้ดีกว่าคนที่ไม่ได้ฝึกครับ  จึงยืดระยะการรับน้ำดื่มกันได้

แต่ความเสี่ยงของพวกนี้ก็ยังมีอยู่  จะเห็นเหตุการเกิดขึ้นบ่อยๆครับ  กับพวกนักวิ่งที่เกือบจะเป็นแนวหน้าที่อัดสุดๆพวกนี้  มีทั้งหน้ามืดลมคว่ำทั้งก่อนหรือหลังเข้าเส้นชัย  

แนวหน้าอาชีพจริงๆ..เขาพอจะรู้ครับว่าอะไรจะเกิดกับเขา  เขาลดคันเร่งลงทันครับ  ก่อนเครื่องน็อค  

มีเกร็ดเล่าว่าโปรธงชัย  ใจดี  โปรกอล์ฟชื่อดังของไทยเราปัจจุบันนี้  ก่อนจะเล่นกอล์ฟและกลายเป็นเอาดีจนได้  ก็เคยเล่นวิ่งโหดเอาจริงเอาจัง  ถึงหมดสติที่หน้าเส้นชัยให้พรรคพวกหามส่งโรงพยาบาลเหมือนกันครับ  เป็นเกร็ดที่หลานชายผมที่อยู่ในเหตุการณ์ตอนที่เล่นไตรกิฬากับกลุ่มโปรธงชัย ฯ เล่าให้ฟังด้วยความชื่นชมต่อโปรธงชัย  ที่ทำอะไรทำจริง  จนประสพความสำเร็จระดับโลกในวันนี้  ในเกมส์กิฬา

ไม่นับที่ผมเจอเองกะเรื่องนี้  ชื่อ..อาจจะน่ากลัวหน่อยนะครับ  ใน..
http://www.bikeloves.com/board_qa/topic_view.php?qID=4913

แต่คุณเฉาก๊วย  อย่าเพิ่งฝ่อ  เรื่องขอความเห็นในเรื่องการดื่มน้ำตามระยะที่ซ้อมของคุณเฉาก๊วย  

เพียงแต่ผมยังอยากจะบอกเพื่อคุณเฉาก๊วยใช้ปรับแต่ง  สิ่งที่ผมได้ทำควบคู่กับการหัดวิ่งในระยะ ๒ ปีแรก  จนทำเป็นนิสัยถึงทุกวันนี้  คือสร้างนิสัยดื่มน้ำให้พอ  ผมพูดแบบชาวบ้านแบบผมว่า  ดื่มน้ำให้ร่างกายมันอิ่มและสดด้วยน้ำ  พูดเพื่อให้เกิดความรู้สึกอย่างนั้น

มันก็ช่วยให้ผมยืดระยะการดื่มน้ำไปได้  จาก ๒๐ นาทีดังที่เริ่มต้นเป็น ๓๐-๔๐ นาที  แต่ซ้อมจริงๆก็รักษาไม่เกิน ๓๐ นาทีครับ  เกินกว่านี้ก็รู้สึกไม่สบายตัว  บางทีก็รู้สึกคอแห้ง  ยิ่งวันที่อากาศร้อน  วิ่งเหนื่อยไป.. ก็ไปกระหายน้ำกลางทาง    

ปัจจุบันที่กลุ่มผมจัดหาเส้นทางซ้อมวิ่งในสนามกิฬาหัวหมากและวัดให้ได้ระยะวิ่ง ๖ กิโลเมตร  วางขวดน้ำที่จุดเดียว  วิ่งวนกลับมาดื่มน้ำ  จะวิ่งวันละ ๒ หรือ ๓ หรือถึง ๕ รอบแล้วแต่โปรแกรมซ้อม  ก็ไม่มีปัญหาใดๆ  ซ้อมวิ่งตอนเช้าอากาศเย็นสบาย

ในกลุ่มมีทั้งประเภทขาอ่อน  มือใหม่หัดขับก็วนรอบละเกือบ ๔๐ นาที  กลุ่มขาแข็งก็ประมาณ ๓๐ นาที มีบวกมีลบ ๒-๓ นาที  ทุกคนวางน้ำรับน้ำจุดเดียวกัน  

นิสัยดื่มน้ำ  ที่ผมหัด..และดูเหมือนว่ากลุ่มซ้อมวิ่งทางไกล  ส่วนใหญ่จะทำกัน  มันเป็นวิธีที่บอกกันปากต่อปาก  และอาจจะมีหลายท่านแล้วที่เขียนเผยแพร่กันในหลายที่หลายแห่ง

คือรูทีนผม  ตื่นเช้าประมาณ ๕ โมงเช้า  ก็คว้าขวดน้ำ  ที่บรรจุเตรียมไว้ในขวดน้ำดื่มขนาดเล็ก  ก็ขนาดซัก ๖๐๐ ซีซี  ดื่มเอื๊อกๆๆ  แป้ปเดียวก็หมดขวด  ทำโน้นทำนี่จุกจิก..จิกจุก  ไปกะเรื่องแต่งตัวออกไปวิ่ง  ผมใช้เวลาเดินทางออกจากบ้านไปถึงสนามซ้อมวิ่งซักครึ่งชั่วโมง

เจอหน้าพรรคพวก  ก็ลงมือวอร์มและยืดเส้น  คอแห้งก็จิบน้ำที่เตรียมไปอีกครึ่งจอก

เอาละครับวอร์มเสร็จแล้ว  ก็วิ่งออกไป..ยังครับยังไม่ได้ไปวิ่งตามเส้นทางซ้อม  วิ่งไปเข้าห้องสุขาก่อน  ฉี่ที่มันอั้นออกให้หมดก่อน  

ครับแล้วเริ่มรูทีนวิ่ง  อย่างที่บอก  จะเอา ๑ รอบ หรือ ๒ รอบ หรือ ๕ รอบ  อย่าลืมนะครับเอาระดับแอโรบิค..แอโรบิค

ช่วงต้องซ้อม ๔ ถึง ๕ รอบนี่  ตลอดเส้นทาง ๖ กิโลเมตรโดนแดด ๘ ถึง ๙ โมงเช้า  ก็แรงจ้าพอควรแล้วครับ

แต่พวกมือใหม่หัดขับ  ที่ยังเตาะแตะช่วง ๖ถึง ๙ เดือนไม่เกิน ๒ รอบ..เลิกก่อนมีแดดจ้า    

อีกทั้ง..ประเภทวิ่งตับแลบพวกผมนานๆถึงจะทำซักครั้ง  ก็ในช่วงที่จะเตรียมลงรายการที่ได้คุยโม้ทับกัน  จับไม้จับมือว่าจะลง  เตรียมกันเป็นเดือน แค่ปีละ ๓-๔ ครั้ง  ก็เป็นการทำที่ร่างกายค่อนข้างซ้อมอยู่ตัวแล้ว
ในช่วง

ที่สำคัญ  เมื่อจบการซ้อมวิ่ง  ให้จัดเวลายืดเส้นยืดสายอีกเกือบ ๑๕ นาทีละครับ  ช่วงนี้ก็จิบน้ำ  ดื่มน้ำไปก็เกือบอีก ครึ่งลิตร..คือพกน้ำไปซ้อมวิ่งนี่ใช้ขวดลิตรครึ่งครับ  เพื่อลูบหน้าลูบตาระหว่างรอบ  มันช่วยให้ฟื้นรู้สึกสดดีขึ้นทันตาเห็น

ระหว่างวัน  ก็ทะยอยดื่มน้ำ  เรียกว่าตั้งน้ำไว้ที่บ้านหรือที่ทำงาน ๒ ขวดลิตร  ทะยอยกินให้หมดก่อน ๑ ทุ่ม  ช่วงก่อนเข้านอน ๑-๒ ชั่วโมงไม่ดื่มแล้วครับ  ขี้เกียจลุกขึ้นมาฉี่กลางดึก

ปัจจัยและวิธีฝึกที่เล่าให้ฟังโดยละเอียด  หวังว่าคุณเฉาก๊วย  จะมีไอเดียปรับแต่งเอาไปใช้ประโยชน์ได้บ้าง..นะครับ

เสือแก่
Unregistered

[ 222.123.16.212 ]
08 ก.พ. 50  19:23:33 น. # 32

เรื่องน้ำนี่ ก็อดแจมไม่ได้
  ในนักกีฬาจักรยานระดับ TDF มีคนเอาไปศึกษาแบบเจาะลึกว่าประสิทธิภาพของการใช้พลังงานที่ย่อยสลายจากแหล่งพลังงานทั้งหมดมาใช้เป็นแรงสุทธิ ที่จะทำให้จักรยานเคลื่นที่ไปเป็นเท่าไหร่ พบว่าระดับเก่งๆ สุดยอด ๆ ของTDF นั้น ประสิทธิภาพของการใช้พลังงานมีแค่25% เท่านั้นเอง เช่น ถ้าวัดได้ว่าขณะนั้นนักจักรยานกำลังขี่ระดับงาน250วัตต์ นั่นหมายถึงร่างกายมีการย่อยสลายพลังงานจากแหล่งพลังงานขณะนั้นทั้งหมด 1000 วัตต์  750 วัตต์ที่หลือมันหายไปไหน มันสูญเสียไปในรูปของความร้อนครับ ทีนี้ ก็เป็นหน้าที่ของร่างกายที่จะต้องหาทางระบายความร้อนออกไป ก็ทางเหงื่อที่เราทราบกันดี แล้วถ้าเราเสียเหงื่อไปเรื่ยๆโดยที่ไม่ได้รับน้ำเข้าไปทดแทน จะเกิดอะไรขึ้น ความร้อนที่ยังมีอยู่ก็จะระบายเข้าสู่กล้ามเนื้อ และอวัยวะต่างๆในร่างกายแทน ถ้าขบวนการนี้ยังเกิดมากขึ้นๆ ถึงจุดๆหนึ่ง ที่เมื่อไหร่ก็ตามที่ระดับความร้อนในร่างกาย( core temperature)สูงเกินกว่า40 องศาละก็ เราก็จะได้ยินเรื่องเศร้าตามมาแน่นอนครับ ถึงจุดนี้ จะเกิดการล้มเหลวของอวัยวะต่างๆไม่ว่า หัวใจ ปอด ตับ ไต พร้อมๆกัน ผมเคยเสียเพื่อนจากภาวะนี้ไปคนหนึ่ง เมื่อไม่กีปีที่ผ่านมา จำได้ว่าวันนั้นเราไปแข่งกันที่สนามหนึ่งจังหวัดในใกล้บ้าน รุ่นผมปล่อยตัวไปก่อน ส่วนเพื่อนรักต่างวัยท่านนี้ปล่อยตามหลัง เวลาที่ปล่อยตัวก็ราวๆ บ่าย2 อากาศวันนั้น ร้อนจัดมาก วันนั้นเราต้องขี่กับเป็นรอบรอบละประมาณ10 กม มีจุดให้น้ำ แค่1 จุด ก็ตรงจุดปล่อยตัวนั่นแหละครับ  วันนั้นเมื่อเข้าเส้นแล้วผมต้องรีบกลับ เพื่อไปทำงานต่อ มาทราบข่าวจากเพื่อนๆในกลุ่ม ว่า เพื่อนท่านนี้ เกิดอาการเป็นลมในรอบสุดท้าย หลังจากล้มไปแล้วก็เกิดอาการชักเกร็ง หมดสติไป เจ้าหน้าที่สนามก็รีบพาส่งโรงพยาบาลทันที ก็ไม่ได้คิดว่าจะเป็นอะไรมาก แต่หลังจากนั้น 2วัน ก็ทราบว่า เพื่อนท่านนี้ได้จากไปแล้ว โทรถาพเพื่อนๆที่ดูแลเพื่อนผู้นี้อยู่ ก็ทราบว่า เค้าจากไปจากภาวะ Heat stroke ครับ
    มาทราบภายหลังว่า เมื่อเกิดภาวะความร้อนที่ขึนสูงมากจนเกิดภาวะนี้( อุณหภูมิของร่างกายที่วัดทางทวารหนักสูงเกิน40องศา)นั้น มีโอกาสรอดแค่10% แค่นั้นเอง ผู้ป่วยจะเสียชีวิตจากภาวะที่อวัยวะต่างๆทำงานล้มเหลวพร้อมๆกัน
    เราเคยได้ข่าว การฝึกทหารใหม่สมัยเก่าๆ  เรื่องที่ว่าทุกปีต้องต้องทีอันเป็นไป เรื่องนี้เคยมีการร้องเรียนกันถึงระดับนานาชาติกันเลยนะครับ จนต้องเข้ามาตรวจสอบกัน พบว่าสาเหตุของเรื่องนี้เป็นเรื่องเดียวกันกับที่ผมเล่ามาข้างต้น ใครยังจำสมัยเรียน รด กันได้ไหม ลองนึกสภาพตอนที่ต้องไปฝึกภาคสนามก่อนจะจบ ตอนฝึกเราต้องสวมชุดเครื่องแบบเต็มยศ ฝึกกลางแดด นานขนาดไหน  มีช่วงเวลาที่ได้ดื่มน้ำพอหรือไม่ ถ้าไม่กีวันก็พอไหว แต่ถ้าว่ากันเป็นเดือนๆนี่ มีโอกาสครับ  ถูกตามซะแล้ว จะมาต่อครับ

เสือแก่
Member


เข้าร่วม : 06 พ.ย. 48
เปิดกระทู้ : 3 ครั้ง
ให้ความเห็น : 260 ครั้ง
08 ก.พ. 50  20:12:38 น. # 33

เอ้า มาต่อเลย
   จากข้อสรุปนี่เอง มีการเสนอให้แก้ไขเรื่องนี้ช่วงหลังๆเราก็ได้ข่าวทำนองนี้น้องลงๆ
   จังหวัดพิษณุโลก มีโอกาสได้ต้อนรับ คณะทหารจากอเมริกา ที่มาฝึกร่วมกับ กองทัพไทย Cobra gold ไงครับ ช่วงปีหลังๆมานี่ ทหารจากสหรัฐ จะมีอุปกรณ์เพิ่มมาอีกอย่างเวลาที่ต้องฝึกภาคสนาม Camel bag ครับ ฮิๆๆ ไม่รู้งานนี้เลียนแบบนักจักรยานหรือเปล่า พวกเราใช้มาตั้งนานแล้วเนอะ
   เรื่องน้ำยังมีอีกเยอะครับ เยอะจริงๆ ไล่ตั้งแต่ตัวนักกีฬาว่าจะต้องดื่มยังไง ไปจนถึง ผู้จัดการแข่งขันหรือผู้เกี่ยวข้องกันเลยครับ ว่าจะต้องจัดการเรื่องน้ำนี้ยังไง
   ยังไม่เคยเห็นการแข่งรถรายไหนที่กำหนดให้จำกัดเรื่องน้ำมันเครื่อง หรือ สารหล่อเย็น ร้อยทั้งร้อย มีดีเท่าไหร่ ลื่นขนาดไหน จะใส่เท่าไหร่ ยูเอามาให้เต็มๆเลย  แล้วความมันส์ ก็พลันบังเกิด
   รออ่านของพี่เสือน้อยต่อนะครับ เป็นแฟนกันแล้วนี่ฮิๆๆ  มีแรงจูงใจเมื่อไหร่จะร่วมแจมอีกครับ

เฉาก๊วย
New Member


เข้าร่วม : 20 ม.ค. 50
เปิดกระทู้ : 3 ครั้ง
ให้ความเห็น : 35 ครั้ง
08 ก.พ. 50  21:40:07 น. # 34

ขอบคุณทุกท่านมากเลยครับ
ผมเพิ่งวิ่งมาได้ปีกว่าๆ เองครับ วรยุทธคงยังไม่กล้าแกร่งพอน่ะครับ อ่านแล้วก็กลัว ต่อไปก็คงต้องแวะดื่มน้ำตอนวิ่งได้ซัก 20-25 นาทีรอบนึงแล้วค่อยวิ่งให้ครบดีกว่าครับ  

lucifer
Grand Member


เข้าร่วม : 23 ก.ย. 45
เปิดกระทู้ : 82 ครั้ง
ให้ความเห็น : 5167 ครั้ง
09 ก.พ. 50  00:03:08 น. # 35

พูดถึงเรื่องดื่มน้ำนี่ก็ต้องขอบคุณคุณพี่เสือน้อย กับคุณน้องเสือแก่ที่มาช่วยๆกัน  

ขาดน้ำก็ว่าอันตรายแล้ว  ก็ยังมีน้ำภาวะน้ำเกินให้กลัวกันอีก  ภาวะน้ำเกินหรือภาวะน้ำเป็นพิษ เพราะน้ำเข้าไปเจือจางเกลือแร่ต่างๆในเลือด ที่สำคัญก็คือไปเจือจางโซเดียมในเลือด ( Dilutional HypoNatremia ) ซึ่งเป็นข่าวครึกโครมเมื่อไม่กี่วันที่ผ่านมาที่แม่บ้านชาวเมกันชนะการแข่งกินน้ำเพื่อชิงเครื่องเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์  แต่เสียชีวิตในเวลาต่อมา เฮ้ออออออ

รอพี่เสือน้อยกับน้องเสือแก่มาช่วยขยายความเรื่อง ภาวะน้ำเกินนี้กันต่อดีกว่า   ผมปูเสื่อรอนั่งฟังบ้างหละ  

คนข้างบ้าน
Unregistered

[ 202.12.118.36 ]
09 ก.พ. 50  09:01:32 น. # 36

ภาวะน้ำเกิน เป็นยังไงคะ เพิ่งเคยได้ยิน ตัวเองเคยเป็นแต่ภาวะท้องบวม เพราะกินมากไป ฮิฮิ..  รออ่านอยู่นะคะท่านเสือทั้งสอง จะได้เป็นความรู้ เพื่อสุขภาพของทุกคนค่ะ

kiat
Unregistered

[ 202.151.4.107 ]
09 ก.พ. 50  15:37:52 น. # 37

รออ่านของคุณเสือน้อยอยู่  ยังไม่ได้อ่านตอนจบว่าเป็นอย่างไร เมื่อวานนี้กำลังปั่นทำรอบขาอยู่เจอเพื่อนรุ่นน้องชวนปั่นขึ้นเขาสถานีถ่ายทอด
สัญญานทีวีชันมาก ระยะทางประมาณ4-5 กม. ขึ้นไปได้ประมาณ 3/4 ของระยะทาง รู้สึกว่าได้ยินเสียงเหมือนหัวใจตัวเองเต้นดังออกมาข้างนอก ตอนแรกนึกว่าหูแว่ว ลองตั้งใจฟังเอ๊ะเสียงหัวใจเราจริงๆด้วย ตกใจมากเลยบอกเพื่อนว่าให้ไปต่อคนเดียวส่วนตัวเราขอพักก่อน อยากทราบว่าท่านอื่นๆเคยเป็นแบบนี้หรือไม่ ยอมรับว่าตอนนั้นกลัวว่าหัวใจจะวายมากเพราะตัวเองเป็นโรคความดันโลหิตสูงอยู่ และยาที่กินอยู่ประจำหมดยังไม่ได้ไปเอาจากหมอ กะว่าจะลองเว้นสักอาทิตย์แล้วค่อยไปหาหมอ เพราะเพื่อนๆบอกว่าปั่นจักรยานแล้วหายไม่ต้องกินยา ลืมบอกไปว่าอายุ 52 แล้วเพิ่งปั่นจักรยานได้ 4 เดือน เคยออกทริปไกลๆ 3 ครั้ง ก่อนเคยออกกำลังกายด้วยการวิ่งจ๊อกกิ่ง วันละประมาณ 5 กม. อยากให้ท่านผู้รู้ช่วยบอกหน่อยว่าอาการดังกล่าวเกิดจากอะไร และเป็นอันตรายมากมั๊ย.....ขอบคุณล่วงหน้าครับ

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.147.94 ]
09 ก.พ. 50  17:17:17 น. # 38

อ อ ด ด...เสียงออดเรียกผู้ชมเข้าประจำที่นั่งแล้วคร้าบบบ  

โฮ...หายไปเกือบหมดโรงแน่ะ  เหลือแต่คนเฝ้าวิกกะเจ้าของโรง  อ้อ..มีคนข้างวิกมาแซวหน่อยนึง..ฮานะครับ

แต่ยังไง..เดอะโชว์มัสโกออน

เริ่มแสดงองก์ที่ ๒  ต่อก่อนนะครับ  เพียงแต่เปลี่ยนเซเคว้นซ์การแสดงนิดหนึ่ง  อาจจะไม่ตรงกับสูจิบัตรที่แจกหน้าโรง

เดิมที  ผมตั้งใจจะเล่าทวนว่า  ที่จริงตอนที่ผมกำลังฝึกวิ่ง  อยู่ช่วง ๖ เดือนแรกและตลอดมา  ผมใส่ใจเรื่องการยืดเส้น  การยืดและบริหารกล้ามเนื้อ  โดยเฉพาะกล้ามเนื้อรอบข้อเข่าเป็นพิเศษ  เพราะเจียมตัวว่ามาหัดวิ่งตอนใกล้แก่  

แถมตอนนั้นอ่านเจอหนังสือ  ที่น่าจะเขียนโดยอาจารย์หมอเสก  อักษรานุเคราะห์  ที่ท่านว่าช่วงที่ถือว่าเป็นวัยเสื่อมของมนุษย์เรานี่  นับเริ่มแต่อายุ ๓๐ ต้นๆแล้ว  จนถึงวัยสิ้นอายุขัย  นิยามทางหมอ ๓๐ ปีนี่เรียกว่าเข้าวัยเสื่อมแล้วครับ

ผมละอึ้งไปเลย  เดิมทีผมนึกว่าซัก ๘๐ ปีค่อยจัดเป็นวัยเสื่อม..โฮ

เมื่อจะฝึกวิ่งมาราธอน  จึงต้องคิดเจียมและระวังสังขาร  จริงๆนะครับ..ตอนนั้น
  
ทั้งยุคนั้นยังมีเสียงเล่าลือดังกันขรม  ว่าวิ่งแล้วจะมีปัญหาเจ็บเข่า  แถมพูดให้เห็นภาพเปรียบเป็นรถยนต์ไปเสียเลยว่า  ใช้มากก็เสื่อมเร็วไปโน่นเลย

โชคดีที่ผมเชื่อหมอกฤษดา บานชื่น  ว่าไม่ต้องกลัว  ทำหรือเล่นให้ถูกวิธีมันมีแต่จะดีขึ้น  จากหนังสือที่คุณหมอท่านเขียน

แต่ในขณะที่เชื่อ  ก็ยังไม่วางใจ..โชคดีที่เจอหนังสืออีกเล่มนึง  ชื่อเหมือนจะเป็นเรื่องการป้องกันอุบัติเหตุทางการกิฬา  รศ.นพ.เจริญทัศน์  จินตนเสรี  อดีตผู้ว่าการกิฬาฯเขียน  

ท่านน่าจะเขียนเอาไว้นานแล้ว  เพราะเห็นเอะอะอะไร  สุดท้ายของข้อแนะนำการรักษาอาการบาดเจ็บพวกนี้ในหนังสือเล่มนี้  ยังใช้พวกสเตรียรอยกันอยู่

แต่ที่ผมได้ใช้ประโยชน์มาก  คือท่านเขียนละเอียดให้เข้าใจเหตุที่เกิดบาดเจ็บ  วิธีการดูแลรักษา  และที่สำคัญท่านเขียนแนะนำวิธีการป้องกัน  

ผมก็ปฎิบัติโดยปฏิโลม  คือป้องกัน  เพื่อจะได้ไม่ต้องรักษาและจะได้ไม่ต้องบาดเจ็บ

ซึ่งก็ได้ผลจริงๆ  ถึงทุกวันนี้  พอจะคุยได้ว่าไม่เคยมีปัญหาการบาดเจ็บจากการวิ่งเลย..แต่ก็ไปโดนจนได้  ตอนทำไหหัก  เพราะเข้าวงการปั่นจักรยานละครับ..โฮ

แถมพอจะให้คำแนะนำและดูแลพรรคพวกกลุ่มวิ่งด้วยกัน  ร่วม ๒๐-๓๐ คนละครับ  ที่ให้เข้าใจเรื่องข้างต้น  นับแต่รวมกลุ่มหัดวิ่งกันผ่านมา ๗ ปีได้แล้วนี่  

ทุกคนก็ยังวิ่งกันได้ดี  ไม่มีปัญหาเรื่องบาดเจ็บหนักๆมากวน..เกินไป  ที่มีบ้างเมื่อบอกให้พัก  และพักจริง  ก็ฟื้นกลับมาได้

แต่รายละเอียดส่วนที่จะเล่าเรื่องนี้  ยกไปวันหลังครับ  

วันนี้ต้องสับเซเคว้นซ์ไปเล่าเรื่องการแอโรบิค  ต่อให้เป็นมรรคเป็นผล  เสียที

เพราะเห็นคุณเล็ก..เธอแสดงตัวออกมาว่า  ตอนนี้กะลังปั่นสบายระดับ  ๒๐ กิโลเมตรต่อชั่วโมง  ทำครั้งละชั่วโมง  มีเวลาทำตั้ง ๓ วันต่อสัปดาห์

และเห็นกันได้ทั่วไปการปั่นจักรยาน  โอกาสที่จะทำให้เกิดปัญหา เอ็น ข้อเข่า หรือกล้ามเนื้อเกิดปัญหามีได้น้อยมาก

การเจ็บก้นเป็นเรื่องธรรมดา  คุณเล็ก..เธอเก่งจริงๆ  ที่อยู่บนอานได้เป็นชั่วโมงแล้ว  ไหนบอก..มือใหม่หัดขับ

จะเอาเรื่องความเหนื่อยมาคุยกันก่อนดีกว่า  เหนื่อยขนาดไหนถึงจะสนุก

อ้าวจริงๆนะครับ  ฝึกเป็นระยะนานพอถึงจุดนึงที่ร่างกายแข็งแรงรับการปั่นได้หนักขึ้นแล้วนี่  และเพิ่มความหนักขึ้นไปอีกระดับนึง  มันสุขสนุกละครับ  ตานี้

อ้าว ๆ ๆ..ใครปิดไฟบนเวทีเสียแล้วละครับ  ยังไม่ทันจบองก์  ขอต่อพรุ่งนี้นะครับ  เรื่องการเฝ้าดูเฝ้านับอัตราการเต้นของหัวใจ  ทั้งในขณะออกกำลังกายและยามพักผ่อน  การเข้าใจใช้ประโยชน์มัน

UFO
Unregistered

[ 203.113.39.9 ]
09 ก.พ. 50  19:02:44 น. # 39

ติดตามอยู่ครับ....

เฉาก๊วย
New Member


เข้าร่วม : 20 ม.ค. 50
เปิดกระทู้ : 3 ครั้ง
ให้ความเห็น : 35 ครั้ง
09 ก.พ. 50  23:04:19 น. # 40

ตามมาอ่านทุกวันครับ  

เสือนอกบ้าน
Unregistered

[ 203.188.47.110 ]
10 ก.พ. 50  07:34:42 น. # 41

ได้ความรู้อีกเยอะเลยครับ ตามอ่านมาหลายวันแล้ว แต่ไม่ได้ล็อคอิน จะรอชมตอนต่อไปครับ

เล็กน้องใหม่
Unregistered

[ 124.157.153.18 ]
10 ก.พ. 50  10:54:49 น. # 42

เมื่อก่อนไม่ใด้ปั่นแบบจริงจังอะค่ะ  ปั่นๆหยุดๆ ครั้งละ10-20นาที  ตอนหลังก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆยังปั่นๆหยุดๆเหมือนเดิม  แต่ล่าสุดตั้งกะต้นปีคิดว่าต้องจริงจังซะละก็เลยทุ่มทุนเอาเจ้าLAไปเปลี่ยนเป็นTREKแล้วก็คิดว่าต้องปั่นไม่ให้ขาดถ้าหยุดเมื่อไหร่จะขี้เกียจอย่างที่บอกอะค่ะ แล้วปกติความคิดเล็กเองคิดว่าควรออกกำลังกายวันละประมาณ 1 ชม.ปัจจุบันก็เลยปั่น 1 ชม.โดยประมาณความเร็วเมื่อก่อนก็เหมือนกับปั่นเล่นในหมู่บ้านนานเข้าก็ขยับขึ้นโดยอัตโนมัติอะค่ะ  แต่อ่านในกระทู้นี้ทั้งหมดใด้ความรู้ขึ้นเยอะจริงๆค่ะ ก็เลยถือว่าเล็กเป็นมือใหม่สำหรับวงการนี้งัยคะต้องขอบคุณทุกท่านที่ออกความเห็น  ยังรออ่านต่อเพิ่มความรู้อีกเช่นกันนะคะ

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.145.30 ]
10 ก.พ. 50  16:20:41 น. # 43

ผมเริ่มสนใจเรื่องชีพจร  และหัดจับชีพจรที่ข้อมือวันละหลายๆครั้ง  จนติดเป็นนิสัย..เรียกว่านั่งรอรถเมล์ก็จับ  ขึ้นไปนั่งอยู่ว่างๆก็จับ..จับพอให้เพลิน  แถมตอนนั่งทำงานในออฟฟิส  หากเจ้านายเผลอ..ก็จับ  หากถามว่าทำๆไม  ก็แบบว่าดีกว่าอยู่เฉยๆครับ..ฮา  

ที่ทำเอาจริง..ตื่นตอนเช้า  ก่อนลุกจากที่นอนก็ต้องจับ..อันนี้ทำเป็นจริงเป็นจังเลย  คือในช่วงซ้อมวิ่งได้ยาวได้มากขึ้นแล้ว  ขั้นเตรียมลงวิ่งมาราธอน  ในช่วงเดือนที่ ๑๐-๑๒ ของการซ้อม  เพื่อตรวจสภาพร่างกายป้องกันภาวะ overtrain  และทำประจำในช่วงเตรียมเล่นรายการหนักๆหรือตอนเดินทางไกล..ปัจจุบันนี้

ไม่ได้หวังจะดูภาวะความหนักของการซ้อม  ว่าจะอยู่ในช่วงบิคหรือไม่บิคหรอกครับ..ตอนนั้น

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.145.30 ]
10 ก.พ. 50  16:22:26 น. # 44

เพราะยังอยู่ในขั้นละอ่อน..คุมแค่กิริยาการวิ่ง  แค่ระดับวิ่งไปคุยไปกับเพื่อนไปได้ตลอดทาง  เป้าหมายอย่างเดียวเอาเรื่องเวลาให้นานขึ้นๆ

โดยเอาแค่วิ่งให้ช้า  ไปให้ไกล  ใช้เวลาให้นาน  ตามที่น้องผู้หญิง..ครูฝึกวิ่งของผมบอก

ผมซ้อมวิ่ง ๒ เดือนแรก  วิ่งอยู่วันละประมาณ ๑๕ นาที  ได้ซัก ๒ กิโลเมตร  ก็เริ่มคุ้นกับความระบมแล้วครับ

แต่ก็มีเรื่อง..ฮา..และตอนนั้นนึกไม่ถึงว่า..อะไรมันจะขนาดนั้น..ก็เรื่องรองเท้า  อย่างที่ป๋าลูพูดมาแล้ว

ช่วง ๒ เดือนที่หัดวิ่ง  เป็นเพราะผมก็ยังไม่แน่ใจ  ว่าผมจะผ่านการฝึก  ทั้งๆที่น้องผู้หญิงก็พร่ำบ่นเรื่องรองเท้าดีๆสำหรับการวิ่งทนหน่ะ..มันเป็นเรื่องจำเป็น

ทุกเย็นช่วงนั้น  ผมก็ใช้แต่รองเท้าลูกเสือของลูกชายคนโต  ที่เขาเลิกใช้แล้ว

ยังจำความรู้สึกได้ดีเลยครับ  กับวันแรกที่ได้ใส่รองเท้าที่เขาทำมาให้กับการซ้อมวิ่งทนโดยเฉพาะ  

ยุคนั้นยังพอจะทำงานหาเงินได้บ้าง  ก็ลงทุนกับรองเท้าคู่แรกเกือบสี่พันบาท  เทียบกับสมัยนี้แล้ว  คุณภาพของรองเท้าวิ่งที่ทำในเมืองไทยปัจจุบันในแบรนด์เนมคุ้นตาทั้งเทศและไทย  ถอยออกมาซักพันห้าถึงสองพันต้นๆ  ก็ได้ของดีมาใช้แล้วครับ

คือพอมันวิ่งเสร็จแล้วนี่  อาการระบมตัวมันไม่มีเลย  ต่างจากเมื่อวานวันก่อนที่ยังใช้รองเท้าลูกเสือของลูกชาย  แบบรู้สึกได้ทันที..อ่ะครับกับผลของมัน

ก็กล่าวเน้นตรงนี้  หากผูกใจรักใคร่จะหัดวิ่งกันแล้ว  ลงทุนซื้อรองเท้าซ้อมวิ่งทนกันเลย  จะได้ไม่ต้องลังเล

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.145.30 ]
10 ก.พ. 50  16:23:48 น. # 45

ไปที่เรื่องหัดวิ่งให้นาน ไปให้ช้า  ตามที่น้องเขาแนะนำ

ก็ตรงกับตำราฝรั่งที่แนะนำวิธีฝึกวิ่งมาราธอน  ที่แนะนำให้ฝึกแบบ  long slow distance running

ส่วนระยะทางที่เป็นเป้าจะเพิ่มให้ไกลขึ้น  ตำราว่าไว้ไม่ควรเกินสัปดาห์ละ ๑๐ เปอร์เซ็นต์

โดยการซ้อมแบบนี้  จากที่เริ่มต้น ๑-๒ กิโลเมตรของสัปดาห์แรก  ล่วงไปถึงกลางเดือนที่ ๔ ผมก็หาญกล้าลงไปวิ่งเล่นกับมวลชนได้  เป็นครั้งแรกระยะ ๕ กิโลเมตร  จำได้ว่าจบถึงเส้นปลายทางใช้เวลาไป ๔๐ กว่านาที

การเพิ่มระยะ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของทุกสัปดาห์  ในระยะ ๖ เดือนแรกก็ยังคงเป็นแบบเส้นตรงอยู่โดยประมาณ  หากนับจากสัปดาห์แรกที่เริ่มต้น
เพราะผมก็ลงระยะ ๑๐ กิโลเมตร  จบได้ด้วยเวลาประมาณ ๑ ชั่วโมงกับ ๑๐ นาที

ที่จริงการซ้อมช่วงเดือนที่ ๕-๖ ก่อนลง ๑๐ กิโลเมตรแรก  ก็ด้อยหรือน้อยกว่ากฎ ๑๐ เปอร์เซ็นต์พอควร  คือสลับวิ่งวันละ ๖ กิโลเมตรบ้าง ๗ กิโลเมตรบ้าง  สัปดาห์หนึ่งก็วิ่งได้ยาวถึง ๘ กิโลเมตร  ทำซ้ำรอบอยู่ซัก ๑ เดือนก็ไปลงระยะ ๑๐ กิโลเมตรดังกล่าว..ก็จบไปได้ครับ

เพราะในช่วง ๖ เดือนดังกล่าว  ยืนระยะซ้อมเกินวันละ ๖-๗ กิโลเมตร  ยังไม่ไหวครับ  มันยังล้า

ที่วิ่งได้ทุกวันเป็นวันละ ๑๐ กิโลเมตรยืนพื้นได้ทุกวันนี่  ทำได้ตอนผ่านไปซักปีครึ่ง

ส่วนความสนุกในการวิ่งครั้งแรกของ ๒ รายการดังกล่าว  โดยเฉพาะกะระยะ ๑๐ กิโลเมตรแรกของผม  ขอเล่าให้ฟังวันหลัง..นะครับ

แต่..ติ้ดนึง  คิดตรงนี้แล้วยังจำได้  ตอนผมเห็นมวลชนเหล่านักวิ่งในชุดนักวิ่ง  เหมือนกับนักวิ่งโอลิมปิคที่ผมเคยเห็นในหนังสมัยเด็ก  มาเห็นของจริงก็คราวนี้  ทำเอาผมผู้นุ่งกางเกงขาสั้นใส่เสื้อยืดคอกลม  ที่ยังไม่ทันได้วิ่ง  หัวอกหัวใจมันก็เกิดเต้นตูมตาม  เอาแทบไม่อยู่  กลัวมันจะ***นออกนอกชายโครง
  
ทั้งการจับชีพจรช่วงนั้น..อาจจะเป็นเพราะเห่อด้วย  ส่วนจะมีอะไรให้เห่อกับอ้ายแค่การจับชีพจร..เดี๋ยวก็จะเล่าให้ฟัง

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.145.30 ]
10 ก.พ. 50  16:27:07 น. # 46

การวิ่งที่เล่ามาถึงตอนนี้  แม้ซ้อมถึงผ่านการลงระยะ ๒๑ กิโลเมตร  ที่ปลายเดือน ๘ แล้ว  และคร่ำเคร่งใช้เวลาอีก ๔ เดือนเต็ม  ทำตารางซ้อมแบบมีเกียร์เดียวคือยังเอาช้าสุดๆ  แต่ละวันต่างกันที่ไกลบ้างใกล้บ้างผสมปนกัน  เพื่อเตรียมลงมาราธอน  จริงๆเสียที  

ผมทำรวมระยะต่อสัปดาห์ในช่วง ๔ เดือนสุดท้ายที่เตรียมมาราธอนครั้งนี้  ได้ระยะ ๖๐-๗๐ กิโลเมตรในเดือนที่ ๙

๗๐-๘๐ กิโลเมตรในเดือนที่ ๑๐  โดยเริ่มมีวันที่ยาวถึง ๒๕ กิโลเมตรซักสองครั้งในเดือนนี้แล้ว

และ ๘๐-๙๐ กิโลเมตรต่อสัปดาห์ในเดือนที่ ๑๑ ใส่วันยาวเข้าไป ๒ ครั้งๆละ ๓๐ และ ๓๔ กิโลเมตรตามลำดับ

ก็เป็นเพราะเร่งซ้อมยาว  มันเกินกฎ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ นับแต่เดือนที่ ๗ มาแล้วละครับ  เพราะเร่ง..อยากลงลงมาราธอน  หลังผ่านระยะฮาล์ฟแล้ว
  

ไม่รู้ตอนนั้นนึกยังไง  จะเร่งอะไรนักหนา  อายุก็ยังเหลืออยู่เยอะ..ฮา

ก็เป็นผลให้เกิดปัญหาเจ็บที่ส้นเท้าข้างขวาข้างเดียว  ทันทีที่ซ้อมเกือบจะจบ ๓๔ กิโลเมตรครั้งนั้น    

แต่โชคดี..ผมได้วิธีการบำบัดและเอามันอยู่หลังจากพักพิเศษเพิ่มเติม ๓ วันจากการบาดเจ็บครั้งนั้น  ก็ลงซ้อมต่อถึงลงรายการได้  ไม่มีอาการนี้มากวนอีกเลย..ถึงทุกวันนี้

เรื่องนี้นักวิ่งเป็นเรื้อรังกันเยอะ  จะพูดในส่วนที่ผมบำบัดตัวเองได้อย่างไรในโอกาสต่อไป    

เดือนที่ ๑๒ เข้าเดือนสุดท้ายของฤดูกาลกรุงเทพมาราธอนของผมแล้วครับ  

ผมลดการซ้อมยาวทั้งหมดแล้ว  คงระยะการซ้อมแค่ ๓๐-๔๐ กิโลเมตรในสองถึงสามอาทิตย์ของเดือนนี้และหยุดสนิทเอาแต่กินอย่างเดียว  ภาษาเขาเรียกว่าคาร์โบโหลดดิ้งครับ  ก็จะเล่าให้ละเอียดต่ออีกครั้งครับกับเรื่องนี้  

เมื่อเทียบความหนักเปรียบกะการปั่นจักรยาน  น่าจะได้ความหนักเร็วขนาดลมพัดชายเขา  อัตราการเต้นของหัวใจน่าจะไม่ถึงเกณฑ์แอโรบิค  เพียงแต่วิ่งนาน  จนนาน..ถึงขั้นจะน่าเบื่ออย่างที่ป๋าลูบ่น

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.145.30 ]
10 ก.พ. 50  16:28:25 น. # 47

ช่วงนั้นอาศัยอ่านหนังสือ  กระตุ้นให้มีกำลังใจและความสงบในการซ้อม  หนังสือของท่านอาจารย์หมอประเวศ วะสี  ครับ

ท่านเขียนหนังสือเกี่ยวกะการวิ่งอยู่เล่มนึง  เป็นเล่มขนาด ๑๖ หน้ายก  หนาซักไม่เกิน ๖๐-๗๐ หน้า  บรรยายความรู้สึกสงบที่ท่านได้ระหว่างวิ่งออกกำลังกายในซอยบ้านท่าน  ที่ท่านทำเป็นกิจวัตร  ท่านเล่านึกโยงตัวท่านต่อจักรวาลแล้ว  ท่านบอกว่าตัวท่านคงเป็นแค่ขนาดเศษเม็ดดิน  อยู่นิ่งอยู่กับที่บนโลกเรา  เมื่อเทียบกับขนาดและการโคจรของระบบสุริยะจักรวาล..เกิดภาวะสงบเลยครับ  ต่อการวิ่งและทำจิตว่างดังท่านแนะ

ถึงทั้งตอนนั้น..เป็นช่วงที่ผมหัดวิ่งแบบช้าสุด  มันจึงเหนื่อยไม่ถึงขนาดที่กลไกร่างกายจะลื่นไหล  ก็อาศัยความสงบในกายที่มันไม่ทุรนทุรายแฮก  วิ่งไปได้ทุกวันตามแผนซ้อมครับ

ต่อเมื่อผ่านไปเกือบ ๒ ปีละครับ  เมื่อทุกอย่างพร้อม  ผมก็เริ่มใช้ชีพจรเป็นตัววัดความหนักของการวิ่ง  เพื่อจะทำเวลาวิ่งของระยะ ๑๐ กิโลเมตรให้มันดีขึ้นๆ

DAN BB
Member


เข้าร่วม : 28 ก.ย. 45
เปิดกระทู้ : 12 ครั้ง
ให้ความเห็น : 104 ครั้ง
10 ก.พ. 50  20:34:53 น. # 48

กระทู้นี้อ่านได้ความรู้ สนุกมาก ชวนให้ติดตาม.
ขอบคุณครับ.

เฉาก๊วย
New Member


เข้าร่วม : 20 ม.ค. 50
เปิดกระทู้ : 3 ครั้ง
ให้ความเห็น : 35 ครั้ง
10 ก.พ. 50  21:03:23 น. # 49

มารอติดตามอ่านตอนต่อไปครับ  

ชอบหมอบ
Unregistered

[ 58.147.69.23 ]
11 ก.พ. 50  19:45:39 น. # 50

ขออนุญาตพี่เสือน้อยนะคะ.. ฝากความระลึกถึงพี่เสือแก่ไหหักนะคะ
แฟนประจำยังคอยอยู่นะมาเติมแรงจูงใจได้เมื่อไหร่คะ....

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.154.84 ]
11 ก.พ. 50  22:06:45 น. # 51

ครับ..กับการลงเล่นมาราธอนจริงในครั้งนั้น  รายการกรุงเทพมาราธอนปลายปี ๒๕๔๒ ที่ผมยังเป็นรุ่นอายุ ๔๐ ปีอยู่  เพราะอายุขาดไปหนึ่งปี  ถึงจะครบ ๕๐  จบด้วยเวลา ประมาณ ๔ ชั่วโมงกับ ๒๐ กว่านาที  

ถือว่าทำได้ดีครับการลงสนามแรก  เพราะหลังจากนั้น  ผมก็ไม่เคยได้เวลาที่ดีกว่านี้อีกเลย..แฮ่..ฮิ..ฮิ

ยิ่งสนามท้ายสุดผ่านไปซัก ๒-๓ อาทิตย์นี่เอง    ผมไปวิ่งเป็นเพื่อนพรรคพวกรายการขอนแก่นมาราธอน  กลุ่มผมไปกัน ๒ คันรถตู้  ร่วม ๒๐ คน  

ในกลุ่มที่ไปกันและลงมาราธอน ๖ คน  ผมทำสถิติใหม่ให้เขาครับ  กลายเป็นสถิติใช้เวลานานที่สุดของกลุ่ม  ก็แค่ขาดไปซัก ๑๐ นาที  ก็ครบ ๖ ชั่วโมง  และดูเหมือนจะชนะผู้เข้าแข่งขันในจำนวน ๕-๖๐๐ คน  อยู่ตั้ง ๓๐ กว่าคนแน่ะครับ..โฮ..โฮ..แบบหมดท่าจริงๆ  ทั้งเพื่อนๆยังตามโห่มาถึงทุกวันนี้

ก็ไม่ได้ซ้อมถึงขนาดที่จะวิ่งมาราธอนนี่ครับ  แล้วจะเอาอะไรไปเหลือ  ของพวกนี้ทำได้แล้ว  ใช่ว่าจะอยู่ติดตัว  ทิ้งไปซักเดือนหรือสองเดือน  แทบจะต้องนับหนึ่งใหม่

ก็ต้องย้ำกันอีกที  ทำได้แล้วทิ้งไม่ได้ครับ  เหมือนกับไปรักใครชอบใครนะแหละครับ  ขืนทิ้งไป  เป็นเรื่อง..เอ๋..เอ๊ะ..มันเกี่ยวกันเหรอะเปล่า

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.154.84 ]
11 ก.พ. 50  22:07:38 น. # 52

เล่าต่ออีกนิดกะผลพวงการวิ่งมาราธอนครั้งแรกของผม..มันมีผลทำเอาผมระบม  เดินโขยกเขยกเขย่งเก็งกอย  จะขึ้นกระไดกันที  ก็ต้องใช้สองมือสาวราวกะได  ยกขาแต่ละข้างต้องออกอาการบิดหน้าเบี้ยวเหยเก  ทั้งยามนอนจะพาดขาก่ายกอดหมอนข้าง  ก็ต้องใช้สองแขนตักช้อนยกท่อนขาเอาไปวาง  เป็นอยู่เกือบ ๒ อาทิตย์ถึงหายไป  แต่อาการแบบมีเปลี้ยเพลียกายออกท่าหมดแรงอีบัดอีโรย  ยังนานต่อเนื่องร่วมเดือนนับจากวันที่ไปวิ่ง  ถึงจะฟื้นคืนสภาพ..โฮย

มันระบมขนาดนั้นละครับ  น่าจะเป็น..เพราะเหตุไปฝืนกฎการเพิ่มระยะทาง ๑๐ เปอร์เซ็นต์  และทางเทคนิคอีกหลายอย่าง  แต่ก็สนุกครับ

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.154.84 ]
11 ก.พ. 50  22:09:34 น. # 53

กลับมาเรื่องการจับชีพจรต่อนะครับ  คุณเล็ก..ชะเง้อคอรอหลายรอบแล้ว  บอกว่าจะมาๆ  ก็ผิดนัดทุกที  คราวนี้เอาให้จบแน่ครับ

ผมมาถูกกระตุกให้นึกถึงเรื่องความเข้มข้นของการออกกำลังกาย  ตอนล่วงเวลาของการซ้อมวิ่งเกือบ ๒ ปีดังเล่าไว้ข้างต้นแล้ว

ตอนนั้น..ก็ได้อ่านหนังสือของคุณหมอกฤษฎา  บานชื่น  อีกนั่นแหละ  ท่านเขียนเกี่ยวกับการปั่นจักรยาน  เป็นหนังสือสำหรับผู้เริ่มต้นสนใจปั่นจักรยาน  ใช้เป็นคู่มือเรียนรู้ของผมเช่นกัน

แต่สำหรับคนที่ต้องการขั้นแอดวานซ์..ก็ต้องที่นี่ละมังครับ  ที่ bikeloves.com  แหะ..แหะ..มิได้โฆษณาให้ป๋าลู

ตอนนั้นนะ..ผมก็มึนเสียจริงๆกับชื่อชิ้นของส่วนต่างๆของจักรยาน  โอ้ย..จำไม่ใคร่ได้  ว่าอะไรตรงไหนมันเรียกว่าอะไร  ทั้งๆที่คุณหมอท่านอุตสาห์ทำอย่างดี  เขียนบอก..แปะประกอบรูปไว้ประมาณบทที่ ๑  ให้สิงห์ราเลย์สมัยเด็กอย่างผมคร่ำเคร่งศึกษาได้พอรู้..ขึ้นมาบ้าง

หลังการอ่านซักสองจบ  ก็พอมีภูมิสนับสนุนกับการควบรถมือสองของญี่ปุ่น  ที่พรรคพวกหามาให้แถวท่าเรือคลองเตย  ที่เขาเปิดตู้คอนเทนเนอร์ขนมันมากับสินค้าหลักจากญี่ปุ่น  ราคาคันละ ๒-๓ พันบาท  เมื่อเกือบ ๕ ปีที่แล้ว  ออกเที่ยวกับเพื่อนคอเดียวกันอีก ๒ คน

ครับทริปนั้น ๑๐ กว่าวันไป  ลัดเลาะไปทางตะวันออก  ออกโรงเกลือ  ป้ายเข้าหาเขาพระวิหาร  จนลุเข้าถึงจังหวัดอุบลราชธานี

เป็นครั้งแรกอีกเช่นกัน  ที่ผมรู้สึกว่าการนั่งรถทัวร์ เป็นการนั่งยานพาหนะเดินทางที่สบายที่สุดในโลก  

ก็หลังจากที่ตรากตรำปั่น กลางแดด ทนปวดก้น ทนเจ็บมือ  

ตอนนั้นถึงอุบล  แล้วซื้อตั๋วรถทัวร์กลับกรุงเทพทันทีเย็น..วันนั้น  นั่งหลับตาพริ้มบนเบาะนิ่ม แอร์รถเย็น  ยังกับนั่งบนยานในสวรรค์เลยละครับ..ฮา

ก็จะเก็บไปเล่า  ตอนหัดเที่ยวทริปแรกกันต่อไป

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.154.84 ]
11 ก.พ. 50  22:12:13 น. # 54

ย้อนไปถึงเรื่องที่คุณหมอกฤษฎา  ท่านกระตุกเรื่องความเข้มข้นของการออกกำลังกาย

เพราะท่านบอกว่า  การออกกำลังกายที่ให้ได้ผลที่สุด  ต้องเหนื่อยระดับ ๗๐-๗๕ เปอร์เซ็นต์ของอัตราเต้นหัวใจสูงสุด  เผลอๆไป..ที่ท่านเคยทำมาตลอดอาจจะเหนื่อยน้อยไป  ไม่ถึงจุดที่ว่า  

ระดับท่านยังออกตัวกันยังงี้

ผมก็เลยสงสัยว่า  ที่ผมวิ่งๆ  และวิ่งอยู่ทุกวัน  มันอยู่ในช่วงที่น้อยไป  จนด้อยประโยชน์ไปหรือเปล่า

ตอนนี้จะพูดให้เป็นเรื่องทางเทคนิคซักนิด  คิดว่าคุณเล็ก..เจ้าของกระทู้คงไม่เบื่อ

คือจากการวิจัยและเฝ้ามองผลของการออกกำลังกายในช่วงความเหนื่อยระดับต่างๆ  ของประดานักวิชาการทางการแพทย์ที่ให้คนเมืองทำเป็นกลุ่มตัวอย่างทดลอง  ผม..จำประวัติศาสตร์ช่วงนี้ไม่ได้ครับว่าซักกี่ปี  ผู้มีคุณถึงบุกเบิกเอามาเผยแพร่กันในบ้านเรา  

ก็จากที่เห็นปรากฎการณ์ของพวกทำงานออกแรงสม่ำเสมอในชนบท ที่ไม่ใคร่เจอกันว่าจะตายลงด้วยโรคหัวใจ  แถมเมื่อผ่าศพดูชิ้นส่วนภายใน  เห็นอุปกรณ์การหายใจและหัวใจ  อีกทั้งพวกท่อลำเลียงเลือดล้วนสะอาดเรี่ยมเรไร  ต่างจากกลุ่มคนสังคมเมืองที่มีไขมันเกาะเกรอะกรัง  

เพื่อจะหาทางให้คนเมืองมีอะไหล่ภายในกายเช่นเยี่ยงคนออกแรง  ขจัดภาวะโรคหัวใจคุกคามได้อย่างไร

กับการวิจัยนั้น  ก็พอสรุปออกมาได้ว่า  หากสูเจ้าท่านคนเมือง  ออกกำลังกายให้หัวใจมันเต้นเหนื่อยซัก ๗๐-๗๕ เปอร์เซ็นต์ของอัตราเต้นหัวใจสูงสุด  ทำให้ได้ซักสัปดาห์ละ ๓ ครั้งๆละไม่น้อยกว่า ๒๐ นาที  เพียงแค่นี้  ก็จะเป็นการออกกำลังกายที่ได้คุณภาพพอ  ไม่จำเป็นต้องลงทุนเปลี่ยนวิถีชีวิตไปทำงานใช้แรงงาน  

ผมถึงเริ่มสนใจ  เจ้าตัวเลข ๗๐-๗๕ ที่ว่าข้างต้น  วันๆนึงเอาแต่จับข้อมือนับจำนวนเต้นของชีพจร  แบบไม่เป็นที่ไม่เป็นเวลา  ดังที่เล่า

ตอนนั้นก็เพื่อให้คล่องแคล่วครับ  ประเภทจับปุ๊บ เจอปั๊บ นับได้ทันทีไม่ตกหล่นตอนจะใช้งานจริง

ไม่ง่ายนะครับ..ลองดูเถอะ  หากไม่เคยลอง

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.154.84 ]
11 ก.พ. 50  22:14:51 น. # 55

และตอนนั้น  จากอ่านเจอพลอยรู้เพิ่มว่า  ชีพจรของคนออกกำลังกายระดับที่ว่า  ก็จะมีผลให้ชีพจรยามพักของเราลดลง..ก็เฝ้าแต่จับแหละครับ อยากดูและนับเห็นการเต้นที่ลดลงจริง  

ก็เห็นชัดว่าแค่ ๖ เดือนแรกที่ได้หัดวิ่งเริ่มลดลงแล้ว

ก็เป็นเหตุให้เห่อการจับชีพจร  ดังที่เคยเกริ่นว่ามันจะมีอะไรให้เห่อ  มาแล้วเช่นกัน

แต่ตอนนั้น  ผมว่า..ก็ยังมีคนพูดแบบผิดๆนะ  ว่าผลพวงจากหัวใจเต้นช้าลงไง  เราถึงได้พวงผลว่าไม่เป็นโรคหัวใจ  ของกลุ่มคนที่เชื่อว่าร่างกายเราใช้ให้มันน้อย  มันก็อยู่กับเราได้นาน  ก็บ่..แม่นนะครับ  ใจผมอยากชักนำให้ใช้แนวยิ่งใช้ยิ่งดี  แต่ขอให้ถูกวิธีการ  ดีกว่าให้มันพักอยู่เรื่อยเปื่อย

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.154.84 ]
11 ก.พ. 50  22:16:11 น. # 56

เริ่มต้นพูดถึงศัพท์เทคนิคของเขาซักนิด

เจ้าอัตราการเต้นสูงสุดของหัวใจ  อ้อ..การเต้นของหัวใจนี่เขามีหน่วยนับเป็นครั้ง  นับการเต้นในรอบ ๑ นาที  

พอเรียกว่าอัตราการเต้นของหัวใจนี่  จึงละเว้นไม่พูดหน่วยเวลา  เพราะถือว่ารู้กันแล้ว

ผมขอวกกลับพูดถึงอัตราหัวใจระหว่างพัก  ก่อนแล้วกัน  เพราะจะพูดถึงได้ง่ายกว่า

อัตราหัวใจระหว่างพักนี้  เขาแนะนำให้จับหรือวัดตอนตื่นตอนเช้าครับ  และทำในสภาพที่ร่างกายยังไม่ได้ออกแรงทำงาน  ของผมที่ปฎิบัติคือทำก่อนพลิกตัวลุกขึ้น

หากคนเพิ่งหัดทำ  ลองสังเกตนะครับ  ตอนนอนตะแคงด้ายซ้ายให้หน้าอกซ้ายแนบแนวแขนด้ายซ้าย  แล้วเราแนบแนวแขนนี่ทาบกับที่นอนนี่  จะได้ยินเสียงหัวใจเราเต้นชัดเลย  

จากหัวใจที่เต้นเรียบเป็นปรกติ  แค่เรายืดแขนขา  หรือออกแรงพลิกตัวซักหน่อย  หัวใจมันก็เต้นเร็วขึ้นกว่าเดิมแล้ว  

ก็เพราะหัวใจเรานี่  มันทำหน้าที่สนองตอบการออกแรงของเราได้ฉับไวไงละครับ  พอเราออกแรงแม้แต่เล็กน้อย  หัวใจมันก็จะตอบสนองเต้นเพิ่มขึ้นเพื่อสูบฉีดเลือดไปยังกล้ามเนื้อให้เราขยับแขนขา บิดขี้เกียจได้  

ดังนั้นการวัดหรือนับชีพจรยามพักนี่  ก็ต้องรอให้หัวใจมันเต้นคืนกลับจังหวะเดิมที่เราได้อยู่นิ่งๆ  ก็ซักนาทีสองนาทีหลังจากที่เราเลิกขยับตัวยุกยิกๆเอาจริงๆ

ผมไม่แน่ใจในตำราว่ามีที่มาที่ไปอย่างไรที่แนะนำให้จับชีพจรยามพักตอนเช้า

แต่หากเดา  ก็น่าจะเพราะจะได้คุมภาวะรอบด้านที่มีผลต่อการเต้นของหัวใจ  ให้คงเส้นคงวา  เพราะการเต้นของหัวใจนี่  มันเต้นต่างกันไปได้ในเงื่อนไขอุณหภูมิที่เราอยู่  ร้อนไปมันก็เต้นเร็วขึ้น  ทั้งให้ร่างการพักผ่อนเพียงพอหายเครียดจากการงานแล้ว  อะไรเหล่านี้..ผมว่านะ

ฟังว่าเมื่อพ้นวันทารก  พ้นวัยเจริญเติบโต  พวกๆเราที่นิยามทางหมอว่าเข้าวัยเสื่อมกันแล้วนี่  ค่าอัตราเต้นของหัวใจยามพัก  จะอยู่ที่ประมาณ ๗๒ ครั้ง

ผมนี่ตอนซ้อมวิ่งผ่านเข้าเดือนที่ ๙ ก็เริ่มลดลงอยู่ที่ประมาณ ๖๕-๖๘ ครั้งแล้วครับ  เห่อ..สุดๆตอนนั้น  ว่ามันเป็นเรื่องจริงที่เราได้รับตามตำรา

เหตุผลที่มันลดลง  ตำราหมอพูดให้ชาวบ้านอย่างเราฟังแล้วร้องอ๋อ..I see..ก็ง่ายนิดเดียว

ท่านอธิบายว่า  ปรกติยามที่เราพัก  หัวใจมันก็ทำหน้าที่สูบฉีดโลหิต  ส่งเลือดที่เป็นตัวพาอาหารและการระบายความร้อน  ไปเลี้ยงกลไกร่างกายให้มันทำงานอยู่ในโหมดพัก  แค่จำนวนนึงที่ค่อนข้างคงที่

ทีนีอ้ายเจ้าเจ้าจำนวนเลือดที่โหมดพักต้องการหน่ะ  มันได้จากการกล้ามเนื้อหัวใจ  บีบเลือดในห้องให้ส่งออกไปตามสายส่ง

จำนวนเลือดที่ได้  มันขึ้นอยู่กับปริมาตรในห้องหัวใจ  กะความแข็งแรงของกล้ามเนื้อหัวใจ

เก๊าะในคนที่ออกกำลังกาย..รวมทั้งคนที่มีวิถีชีวิตทำงานออกแรงด้วยละนะ

พวกนี้จะมีกำลังของหัวใจที่แข็งแรงขึ้น  บีบห้องหัวใจได้หนักขึ้นว่างั้นเถอะ

และพวกนี้หัวใจจะโตในทางดี   คือโตเพราะห้องกักเลือดโตขึ้น  ดังที่ป๋าลูเปรียบเหมือนกะพวกรถวิ่งที่เอาเปรียบชาวบ้านไปโมรถ  แต่งฝาสูบให้บางเพิ่มปริมาตรห้องสูบ  

หัวใจบีบเลือดทีนึง  มันก็ส่งเลือดไปเลี้ยงกลไกร่างกายในโหมดพักได้มากกว่าคนทั่วไป

แต่เพราะโหมดพัก  ร่างกายมันก็ต้องการเลือดดังคนปรกติ  

เมื่อหัวใจยุคปรับปรุงใหม่ส่งมาทีละครั้งได้มากกว่าเดิม  มันก็บอกหัวใจว่า  นานๆส่งมาซักทีก็ได้  ไม่ต้องถี่เหมือนเดิม  เพราะแต่ละครั้งมันกินได้นาน

หัวใจพวกนี้มันเลยเต้นช้าลง  ในโหมดพักผ่อน  

พวกนี้หากเกิดไปโดนหมอตรวจ  หากหมอวัดได้ชีพจรต่ำ  บอกหมอไปด้วยเถอะว่าเป็นกลุ่มคนออกกำลังกาย  เดี๋ยวจะเป็นเหตุให้หมอสงสัยไปอย่างอื่น  จะพลอยเจ็บตัวไปโดนตรวจหาเหตุอื่น

และแน่นอนครับ  พอกดปุ่มโหมดออกกำลังกาย  หรือทำการงานปรกติ  พวกนี้เหนื่อยช้ากว่าคนทั่วไปครับ  เพราะมันเสริมกับอวัยวะอื่นในทางดี  แบบร่วมด้วยช่วยกัน

ส่วนเรื่องการใช้ชีพจรดูความโทรม  และดูเกณฑ์ความเข้มข้น  ขอผลัดต่อไปอีกซักนิดนะครับ  แต่เริ่มเข้าเค้าเดินตรงทางแล้ว  ไม่เถลไถลไปไหนไกลหรอกครับ  ช่วงนี้

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.154.84 ]
11 ก.พ. 50  22:18:40 น. # 57

ผมเขียนชื่อคุณหมอกฤษฎา  ผิดมาหลายวัน  เพิ่งจะนึกออกในวันนี้  ขออภัยท่านด้วยครับ

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.144.150 ]
12 ก.พ. 50  10:10:43 น. # 58

และก็เพิ่งนึกออกครับว่า  อาจจะทำให้ป๋าลูเสียหาย  เพราะอิงลีลาป๋าลูที่บอกว่าออกกำลังกายระดับแอโรบิคแล้ว  มันจะโมลูกสูบของห้องหัวใจเราให้โตขึ้น  ผมไปพลอยผสมกลอนบอกต่อเหมือนกะเจียรฝาสูบ  ไปโน่นเลย

ผิดครับ..ผมผิดไปแล้ว  กลอนผสมโรงที่บอกว่าเหมือนเจียรฝาสูบ บ่..แม่นครับ

โปรดตัดทิ้งให้เหลือและยึดถือแต่ลีลาของป๋าลู  เป็นสำคัญนะครับ  

ขอบคุณครับ

lucifer
Grand Member


เข้าร่วม : 23 ก.ย. 45
เปิดกระทู้ : 82 ครั้ง
ให้ความเห็น : 5167 ครั้ง
12 ก.พ. 50  16:08:21 น. # 59

อันที่จริงไม่เชิงเจียรฝาสูบหรอกครับ  แต่คล้ายๆกับเป็นการเปลียนเพลาข้อเหวี่ยงกับก้านสูบเพื่อให้ลูกสูบมีช่วงชักยาวขึ้น  พลอยทำให้ความจุกระบอกสูบเพิ่มขึ้นครับ



เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.153.15 ]
12 ก.พ. 50  17:25:18 น. # 60

  

ขอบคุณครับป๋าลู

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.144.180 ]
13 ก.พ. 50  17:34:05 น. # 61

ได้พูดถึงอัตราชีพจรยามพักไปแล้ว  แถมอาจจะยาวเยิ่นเย้อ  

แต่ที่สรุปสั้นๆเป็นสาระได้  คืออัตราชีพจรยามพักของแต่ละคนใดๆ  หากคนๆนั้นไม่มีโรคประจำตัวเป็นอุปสรรคเกินไป  ได้ปฎิบัติออกกำลังกายแบบแอโรบิคตามนิยามที่ว่าไว้  ซักปีครึ่งปี  จะทำให้อัตราเต้นมันลดลงได้  

มีค่าชีพจรอีกตัว  ที่ต้องรู้และควรทำใจ

ที่ว่าต้องรู้  ก็เพื่อเอามาเป็นค่าคำนวณหาค่าความเหนื่อยที่เราจะออกแบบ  หาความหนักในการวิ่งหรือการปั่นให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ในการออกกำลังกายของเรา  ในเทอมเปอร์เซ็นต์ของอัตราเต้นหัวใจสูงสุด

และที่ควรทำใจคือค่าตัวเลขนี้  ที่ออกชื่อไปแล้วเรียกว่าอัตราเต้นหัวใจสูงสุด..เป็นค่าเฉพาะของเราอีกนั่นแหละ  เพราะต่างคนต่างมีกันคนละค่า  เป็นความสามารถเฉพาะตัวห้ามเลียนแบบ  

ความหมายที่พูดได้สั้นๆ..หลังจากอ่านบทความยาวๆของป๋าลูมาแล้ว..แฮ่

มันเป็นค่าอัตราเต้นหัวใจ  ในช่วงขณะที่เราสามารถออกแรงทำงานได้หนักสุด  ที่น่าช้ำ..ค่าของมันมีแต่จะลดลงไปตามอายุไขของเราที่เพิ่มขึ้น

คือมัน  ลดลงไปตามสังขาร  ถึงบอก..ต้องทำใจ

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.144.180 ]
13 ก.พ. 50  17:37:39 น. # 62

วิธีหาค่าจริง  อ่านทั้งจากตำราและที่ป๋าลูอธิบาย  เขาต้องให้เราออกกำลังแบบสุดๆโดยใช้เครื่องไม้เครื่องมือ  และทีมหมอคอยระวัง  ป้องกันเผื่อหัวใจเราเป็นอะไรไประหว่างนั้น  

ก็ทำให้พอนึกออกนะครับ  ว่าเราจะต้องเหนื่อยขนาดไหนถึงจะวัดค่าอัตราเต้นหัวใจสูงสุดของเรา  ออกมาได้

ถึงได้พูดเล่นๆว่าเป็นค่าของใครของมัน..ห้ามเลียนแบบ

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.144.180 ]
13 ก.พ. 50  17:39:32 น. # 63

แต่ป๋าลูก็ได้แนะนำเพิ่มเติมอยู่แล้วนะครับ  รวมทั้งหนังสือแนะนำการออกกำลังกาย  เล่มเบื้องต้นเกือบทุกเล่มที่มีผู้รู้เขียนไว้  จะบอกให้ใช้วิธีง่ายๆ  โดยเอาตัวเลขที่เขาได้มาจากห้องทดสอบแล้ว  

คือหากเป็นผู้ชายก็ใช้ตัวเลข ๒๒๐  เป็นตัวตั้ง  หากเป็นผู้หญิงก็ใช้ตัวเลข ๒๒๖  แทน

เอาตัวเลขดังกล่าว เพศใครเพศมัน  ลบออกด้วยอายุจริงของเราที่เป็นจำนวนเต็มปี

ผลที่ได้  ตำราบอกว่าพอจะกล้อมแกล้มเรียกได้ว่าเป็นอัตราเต้นหัวใจสูงสุดของเรา  ตอนอายุเท่านั้นๆ

โดยวิธีคำนวณ..ก็ใช้ค่าร่วมกันตามกลุ่มอายุ  เรียกว่าเลียนแบบกันได้  เพียงแต่แยกเพศหญิงหรือชาย

แต่..พูดต่อถึงพวกชั้นก้าวหน้า  หากมั่นใจว่าฟิตถึงแล้ว  จะทดสอบตนเองด้วยการปั่นหรือวิ่งจริง  หากมีฮาร์ทเรท มอนิเตอร์อยู่กับมือ  ด้วยวิธีที่ป๋าลูแนะ  แล้ว..วันหลังจะค้นกระทู้ที่ป๋าลูพูดถึงมาแปะเพิ่มครับ

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.144.180 ]
13 ก.พ. 50  17:44:25 น. # 64

พูดพาดไปถึง  พอรู้ค่าอัตราเต้นหัวใจสูงสุดของเราแล้ว  ก็นำมาออกแบบในการวิ่งหรือการปั่นให้เหมาะกับวัตถุประสงค์ในการออกกำลังกายของเราที่ระดับขนาดต่างๆ  

ก็จากประดาคุณหมอและนักวิจัยแหละครับ  ที่เขาเขียนและผมลอกเอามาสรุปได้ตรงนี้..ว่า

ในการออกกำลังทุกประเภท  แม้ถึงที่สุด..ในการทำงานออกแรงทุกประเภท  ที่มีการหายใจเข้าออกสม่ำเสมอ  นานต่อเนื่องไม่น้อยกว่า ๒๐ นาที  เขาสรุปถึงผลที่เราจะได้รับในเรื่องของ

ประมาณการใช้ไขมัน  เผาผลาญเป็นแหล่งพลังงานระหว่างการออกกำลังกาย..จะเรียกว่าเพื่อลดความอ้วนก็เกรงใจง่ะ  

ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ  

เรื่องพัฒนาการของหัวใจและระบบการหายใจรวมถึง ความสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ออกซิเจน และการพัฒนาได้ความทนทานในการออกกำลังกาย  

จนถึงขั้นการฝึกเพื่อบรรลุถึงขั้นน้องของเซียนเพื่อการแข่งขัน  หรือพอจะมีแรงและความทนของกล้ามเนื้อ  ให้ไปหมกกับเขาได้ในกลุ่มที่อัดยาวกันทีละเป็นชั่วโมง  ในระดับความเร็วกว่า ๓๕ ยังไงยังงั้น  

ทั้งหมดเป็นสิ่งที่จะได้จากการออกกำลังแบบแอโรบิค  ที่ระดับความเหนื่อย  วัดเป็นเปอร์เซ็นต์ของอัตราเต้นหัวใจสูงสุด  นับแต่ ๖๐-๘๕ เปอร์เซ็นต์

แต่โปรดสังเกตดีๆ  ขอเน้นว่าทั้งหมดไม่ใช่เป็นยำสลัดที่จะได้พร้อมๆกันในชามเดียว  แบบแม่ค้าปรุงมาให้

มันได้ทีละขั้นทีละขั้นครับ  ขืนฮวบฮาบ  ปั่นวันนี้จะเอาเข้าขั้นน้องๆเซียน เลย  มันจะเป็นเหมือนผมเมื่อ ๓๐ ปีก่อน  ลงวิ่งหน้าตั้ง  แค่ ๓ วันทีเดียวจบ  เหนื่อยจนสยองเลย

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.144.180 ]
13 ก.พ. 50  17:47:55 น. # 65

แทรกซักนิด..พูดถึงว่าฝึกถึงขั้นน้องเซียนแล้ว  ก็แปลว่าต้องมีฝึกขั้นเซียน  ใช่ไหมครับ

ใช่ครับ  พวกฝึกขั้นเซียนหน่ะ  เขาวิ่งหรือปั่นอัดกันที่ภาวะเลยนิยามแอโรบิคไปแล้วครับ  มันเป็นอัตราที่หัวใจเหนื่อยเกิน ๘๕ เปอร์เซ็นต์เข้าไปแล้ว  ช่วงนี้มีทั้งแอโรบิคกะแอนาโรบิคผสมกันแล้วละ  

ถึงขั้นนี้หากให้ผมเล่าให้ฟัง  ก็คงแค่เอาที่อ่านมาขยายเท่านั้นเองละครับ  ตัวผมไม่ใคร่มีปัญญาฝึกหรอก  มันสุ่มเสี่ยงอยู่หลายเรื่อง

อย่างน้อยก็เกรงใจความแก่ของมันละครับ  เอ้ยไม่ใช่ของมัน..ของผม

แต่ก็จะขอถือโอกาส  พูดถึงในโอกาสต่อไป

และที่สำคัญ..ตอนนั้นอาจจะต้องระดับฟิตขนาดท่านเสือแก่ละครับ  ที่เล่นถึงหวังถ้วยพึงจะทำกันได้  

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.144.180 ]
13 ก.พ. 50  17:49:31 น. # 66

จากที่เขียนข้างต้นว่า  ผลทั้งหมดที่จะได้ไม่ใช่เป็นยำสลัดที่จะได้พร้อมๆกันในชามเดียว

ก็ต้องเอามาแยกครับ  ตอนไหนจะได้เป็นผัก  ตอนไหนจะได้เป็นมะนาว  หรือตอนไหนเป็นผักขม

ผมก็หาเรื่องยืดการเขียนหละครับ..แฮ่  ในวันพรุ่งนี้

เสือทางเรียบ
New Member


เข้าร่วม : 06 ก.พ. 50
เปิดกระทู้ : 0 ครั้ง
ให้ความเห็น : 6 ครั้ง
13 ก.พ. 50  21:09:24 น. # 67

เพิ่งเข้ามาอ่านครับ ได้ความรู้และสนุกไปกับประสพการณ์ของแต่ละท่านด้วย
ขอติงนิดนึงครับ คุณเสือเก่ เวลาออกอากาศ ไม่ชอบกด ปุ่ม enter ครับ ทำให้หน้ากระดานกว้างออกไปไกลมากครับ
ผมไม่ชอบ slide ตัวออกไปทางขวา เพราะพอสุดเลนต้องเลี้ยวกับมาอีกที ไม่สะดวกในการอ่านครับ (scroll ขึ้น-ลง อย่างเดียวสะดวกอ่านมากกว่าครับ)

เสือทางเรียบ
New Member


เข้าร่วม : 06 ก.พ. 50
เปิดกระทู้ : 0 ครั้ง
ให้ความเห็น : 6 ครั้ง
13 ก.พ. 50  21:24:18 น. # 68

และขอสอบถาม อาจารย์ Lucifer และ/หรือผู้รู้ท่านอื่นๆ ู้ด้วยครับ เกี่ยวกับคำถามของ คุณ kiat ว่าเป็นอย่างไรครับ

ความเห็นลำดับที่ 37
....รู้สึกว่าได้ยินเสียงเหมือนหัวใจตัวเองเต้นดังออกมาข้างนอก ตอนแรกนึกว่าหูแว่ว ลองตั้งใจฟังเอ๊ะเสียงหัวใจเราจริงๆด้วย.... ู่อยากให้ท่านผู้รู้ช่วยบอกหน่อยว่าอาการดังกล่าวเกิดจากอะไร และเป็นอันตรายมากมั๊ย.....ขอบคุณล่วงหน้าครับ

โดย : kiat    [ 09 ก.พ. 50 15:37:52 น. ]     [ IP:202.151.4.107 ]

lucifer
Grand Member


เข้าร่วม : 23 ก.ย. 45
เปิดกระทู้ : 82 ครั้ง
ให้ความเห็น : 5167 ครั้ง
13 ก.พ. 50  22:11:55 น. # 69

ผมเดาว่าคุณเสือทางเรียบคงจะใช้FireFoxเป็น browser ซึ่งเจ้าตัวนี้มีปัญหากับการตัดคำภาษาไทยมากพอสมควร  ในขณะที่ IEไม่มีปัญหาเรื่องนี้นะครับ  ข้อความของคุณเสือแก่จึงอยู่ในกรอบพอดีเมื่อเปิดอ่านด้วย IE

เข้าเรื่องคำถามนะครับ อาการของคุณKiatนั้นเป็นอาการที่เรียกว่า"เหนื่อยสุดๆ" คือ เป็นช่วงที่เรียกว่าน่าจะถึงหรือเกือบๆจะถึงระดับที่เรียกว่า Maximum work load ซึ่งก็คือเป็นช่วงของMaximum Heart rateนั่นเอง   อันตรายไหม? ถ้าหัวใจเรายังดีอยู่ หลอดเลือดเลี้ยงหัวใจยังดีอยู่ ก็ไม่มีปัญหาครับ  แต่ถ้าเราอายุมากๆ แถมหลอดเลือดหัวใจไม่ดีอีกต่างหาก มันก็จะมีอาการเตือนให้ทราบก่อนที่จะขึ้นไปถึงระดับนี้ได้หละครับ

พูดถึงได้ยินเสียงหัวใจตัวเองนี่  ผมก็เคยนะครับ ตอนนั้นเริ่มปั่นเสือได้สัก 2ปีกระมัง ตอนนั้นอายุยังแค่หลัก3กลางๆ  ความฟิตนี่เรียกว่าอยู่ในขั้นที่ดีพอสมควร เพราะปั่นจักรยาน5วันใน 7วันเลยแหละ วันๆหนึ่งอย่างน้อย 30กม.ตลอด  แถมเป็นช่วงที่สร้างความฟิตซ้อมไปสำหรับจะไปลงแข่งจอมบึง  5555

ไปปั่นกันที่ด่านช้าง  โดยจะพิชิตยอดพุเตย ( จุดที่เลาด้าแอร์ตกนั่นแหละ )  น้องที่เป็นอจ.สอนวิชาซ่อมจักรยานเขาก็บอกว่าพี่อย่ายืนอัดมากนักนะ เดี๋ยวจะไม่รอดเอา   ไอ้เราตอนนั้นก็ถือว่าตัวเองฟิตมากพอน่า ก็เลยย่ามใจ  ยืนอัดขึ้นเขาอยู่พักใหญ่  โอยยยยยย ไม่ไหวแฮะ มันชักจะไม่รอดเอาจริงๆ ตอนนั้นยังไม่รู้จักหรอกว่า HRMมันจำเป็นแค่ไหน  รู้ตัวอีกทีก็ได้ยินเสียงหัวใจตัวเองเต้นแรง และดังมาก เพราะในป่ามันเงียบนะครับ เงียบจนได้ยินเสียงอะไรต่อมิอะไรได้ชัด   ครับผมต้องปลดcleatลงมายืนเกาะจักรยานขาสั่น  ใจหวิวๆ รู้ตัวว่ามันคงจะสุดๆเหมือนกับสมัยที่เคยเห็นฟ้าเหลืองหลังจากการอัดจักรยาน( stational bicycle ) (เขาหลอกให้ไปทดสอบสมรรถภาพ)ตอนสมัยที่ยังหนุ่มๆ ( และคิดว่าตัวเองยังฟิต  แต่หยุดออกกำลังกายไปประมาณ 1ปี , แบบคิดว่าความฟิตคงจะเหมือนเงินสะสมในธนาคาร , แต่เปล่าเลย มันเป็นธนาคารออมสูญ คือ ถ้าไม่ฝึกซ้อม ความฟิตก็จะหมดหายไป )

อันที่จริงหยุดเลยเนี่ยก็ไม่ดีนะ  มันต้องค่อยๆหยุด  แต่มันเป็นทางขึ้นเขา ไม่รู้ว่าจะค่อยๆหยุดยังไงดี ก็เลยหยุดมันดื้อๆ แล้วมายืนหอบแฮกๆ พร้อมกับขยับขาไปๆมาๆอยู่พักหนึ่ง   พอหายเหนื่อยคราวนี้ก้เลยนั่งแล้วค่อยๆปั่นขึ้นไปจนสุดทาง  5555   เขาเรียกว่าซ่าเกินพิกัด

อันที่จริง คำว่า"listen your body"มันก็ใช้ไม่ค่อยได้เสมอไปหรอกครับ  เพราะบ่อยครั้งที่เราฮึกเหิม จะเนื่องจากฝึกซ้อมมาดี หรือ หลงผิดคิดว่าเก่ง จนลืมเลือนขีดจำกัดของร่างกาย  ไม่ได้ใส่ใจกับดินฟ้าอากาศ ความร้อนของอากาศ อะไรพวกๆนั้น   ก็เลยมีรายการ"ตาย"คาสนาม ( หลายปีก่อนนั้น คุณเสือแก่เคยเข้าแข่งขันที่จ.นครสวรรค์  งานนั้นอากาศร้อนมาก จุดให้น้ำมีเพียงจุดเดียว  คุณลุงขาแรงระดับเซียนท่านหนึ่งถึงกับขาดใจตายจากภาวะHeat stroke  เพราะขาดน้ำแล้วไม่ยอมดื่ม  เหนื่อยจัดร้อนจัด แต่ใจเชื่อว่ายังไปได้อีก  , ถ้าคุณลุงท่านนั้นมีHRM  บางทีท่านอาจจะหยุดหรือชะลอเบาแรงลงไปอีกหน่อย  หรือ อาจจะยอมดื่มน้ำบรรเทากระหาย และลดอุณหภูมิของร่างกายลงบ้าง  ก็คงไม่เกิดโศกนาฎกรรม )

เสือแก่
Unregistered

[ 222.123.20.183 ]
13 ก.พ. 50  23:37:39 น. # 70

เรื่องน้ำนี่ตั้งใจว่าจะเขียนต่อลงในกระทู้ เสือหมอบ  มาอ่านกระทู้นี้แล้ว เดี๋ยวลัดคิวให้ รอนิดหนึ่ง

power plant
New Member


เข้าร่วม : 02 ธ.ค. 49
เปิดกระทู้ : 0 ครั้ง
ให้ความเห็น : 2 ครั้ง
14 ก.พ. 50  02:26:37 น. # 71

ขอบคุณครับ สำหรับสาระดีๆ แบบนี้ แหะ..หลงผิดไปกับแอโรบิค มาเสียนาน เพิ่งเข้าถึงอีตอนมาอ่านกระทุ้นี้นี่เอง  

เสือทางเรียบ
New Member


เข้าร่วม : 06 ก.พ. 50
เปิดกระทู้ : 0 ครั้ง
ให้ความเห็น : 6 ครั้ง
14 ก.พ. 50  17:55:38 น. # 72

ลองเปิดดูด้วย IE แล้วเป็นอย่าง อาจารย์ Lucifer ว่าซะด้วยซิ แหมนอกจาก อาจารย์ Lucifer จะเป็น GuRu ด้านจักรยานแล้ว
ยังเป็น พหูสูต อีกซะด้วย นับถือจริงๆเลยครับ  
แต่ยังไงผมก็ยังชอบ FireFox อยู่ครับ เพราะผมรู้สึกว่า load หน้า webpage ได้เร็วกว่า

เสือทางเรียบ
New Member


เข้าร่วม : 06 ก.พ. 50
เปิดกระทู้ : 0 ครั้ง
ให้ความเห็น : 6 ครั้ง
14 ก.พ. 50  18:08:29 น. # 73

ขอเป็นกำลังใจให้ คุณเสือแก่ ด้วยครับ ขอให้หายไวไวนะครับ ผมขอเป็นแฟน(อีกคน)ของคุณเสือแก่นะครับ (บอกรักกับผู้ชายในวัน valentine เลยเรา  )

เสือทางเรียบ
New Member


เข้าร่วม : 06 ก.พ. 50
เปิดกระทู้ : 0 ครั้ง
ให้ความเห็น : 6 ครั้ง
14 ก.พ. 50  18:19:31 น. # 74

ขอโทษ คุณเสือน้อยและคุณเสือแก่ ด้วยครับพอดีผมสับสน ใน คห.67 ความจริงผมจะบอกว่าเป็นข้อความของคุณเสือน้อยครับ ที่หน้ากระดานกว้างมาก แต่ดันพิมพ์ชื่อผิดเป็นคุณเสือแก่
เดี๋ยวคุณเสือน้อย จะน้อยใจ กำลังตามอ่านอยู่ครับ โดยเฉพาะ การฝึก marathon

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.151.91 ]
14 ก.พ. 50  20:35:37 น. # 75

ในนี้มีหลายเสือครับ..พี่เสือทางเรียบ

แต่ดูจากชื่อ..ผมหน่ะอ่อนพรรษาที่สุด..แฮ่

แล้วที่พี่แนะนำ  เรื่องหน้ากระดานในส่วนที่ผมพิมพ์หน่ะกว้างงงมาก..ผมจะต้องจัดการยังไงเอ๋ย  หรือให้ผมอยู่เฉย  แล้วพี่ทำเอง

เอ้อ..ผมหมายถึง  พี่จัดการไอ้เรื่อง firefox หรือ IE อะไรนั่นหนะครับ

ครือออ...ผมไม่รู้เรื่องอะไรหรอกครับ  จิ้มและกดอย่างเดียว

  

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.151.91 ]
14 ก.พ. 50  20:44:48 น. # 76

ยังครับ..ยัง..คุณpower plant อย่าเพิ่งชมครับ  เรื่องที่ว่าไม่ทำให้หลงไปเกี่ยวกะเรื่องแอโรบิค

ว่าจะ post ส่วนที่เขียนต่อ  ผมคนเขียนเองก็เริ่มมึนเหมือนกัน  เพราะเขียนไปเขียนไปชักจะกลายเป็นวิชาการ  ซึ่งไม่ใช่เรื่องถนัดของผม  

จึงต้องขอเวลาเกลาและกลึง  ให้คมอีกซักนิด  แล้วจะกดส่งวันพรุ่งนี้ครับ

sm02  sm02

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.151.91 ]
14 ก.พ. 50  20:48:12 น. # 77

อ้าว..กลายเป็นส่งระหัสลับไปเลย..เอ๊ะ..ยังไง

  

เสือแก่
Member


เข้าร่วม : 06 พ.ย. 48
เปิดกระทู้ : 3 ครั้ง
ให้ความเห็น : 260 ครั้ง
14 ก.พ. 50  21:15:50 น. # 78

เอาล่ะไหนๆก็ไหนๆ เนื่องในวันแห่งความรัก ปีนี้เป็นปีที่เหงาที่สุดเลย ฮือๆๆ ขี่จักรยานไม่ได้ แงๆๆ
   มาขอต่อเรื่องน้ำที่ติดค้างไว้กันเลย
   เราทราบกันดีว่านอกจากน้ำจะเป็นส่วนประกอบหลักของร่างกายแล้วมันยังทำหน้าที่ควบคุมระดับอุณหภูมิของร่างกาย เป็นส่วนประกอบของระบบของเหลวต่างๆซึ่งจำเป็นสำหรับการทำงานของหัวใจและหลอดเลือด การขาดน้ำเพียงแค่2-3% ของน้ำหนักตัว จะเริ่มมีผลต่อประสิทธิภาพการหดตัวของกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้ามีการเสียเกลือแร่ร่วมด้วยจะทำให้ประสิทธิภาพของกล้ามเนื้อลดลงอย่างรวดเร็ว เอาง่ายๆวันไหน ออกกำลังนานๆแล้ว ถ้าน้ำหนักตัว50กก กลับมาชั่งน้ำหนักแล้วเหลือ 48.5-49 กก แล้วนั่นแหละ เราขาดน้ำมากเกินไปแล้วครับ
    
    โชคไม่ได้เข้าข้างมนุษย์ไปเสียทุกอย่าง  เค้าพบว่าร่างกายของคนเรามีจุดอ่อนอันหนึ่งคือ ในขณะที่เรากำลังออกกำลังกายอย่างต่อเนื่องนานๆนั้น ร่างกายจะไม่สามารถเอาน้ำเข้าไปทดแทน ส่วนที่เสียไปทางเหงื่อและทางหายใจได้เพียงพอหรือเท่ากับส่วนที่เสียไป เราเรียกสภาวะนี้ว่า Involuntary dehydration ครับ คือยังไงๆถ้าได้ออกกำลังนานๆถึงจุดหนึ่ง ไม่ว่าขณะที่ออกเราจะพยายามดื่มน้ำเข้าไปทดแทนแล้วก็ตาม จะเติมเท่าไหร่จะเติมยังไง มันก็เติมได้ไม่เต็ม ร่างกายของเรามันก็มีข้อจำกัดตรงนี้อยู่ครับ

    ทำไมเป็นอย่างงั้นล่ะ เรื่องนี้มีคำตอบครับ มีกลไกบางอย่างของร่างกายนั่นแหละครับ ทำให้เกิดข้อจำกัดอันนี้ เมื่อเราเข้าใจกลไกอันนี้ จะทำให้เราสามารถหาวิธีแก้ไข ให้เราสามารถเติมน้ำส่วนที่ขาดให้ใกล้เคียงส่วนที่เสียไปให้มากที่สุด แม้ว่า ยังไงๆมันก็ไม่ได้เต็มร้อยก็ตาม พบว่าหลังจากหาทางแก้ไขจุดอ่อนในกลไกนี้แล้ว หลังจากออกกำลังกายที่นานติดต่อกัน3 ชั่วโมง ร่างกายจะสามารถนำน้ำและเกลือแร่เข้าไปเติมส่วนที่ขาดได้เต็มที่เพียง82%ของที่เสียไป  เทียบกับ ถ้าไม่ได้กลไกอันนี้ มันจะเติมได้แค่ 68% แค่นั้นเองครับ แฮ่ๆ ชักสนใจแล้วมั้ยล่ะ คอยติดตามต่อนะ รอพี่เสือน้อยโซโลต่อ หนังกำลังสนุก  

     ขอมอบความรักต่อทุกท่าน เนื่องในวันแห่งความรักนี้

     ผมเชื่อว่าทุกคนที่อ่าน ที่เข้ามาณ ที่นี้ เป็นผู้ที่โชคดี ที่เลือกทางแห่งความโชคดี นั่นคือการเลือกทางเดินที่จะทำให้เรามีสุขภาพที่สมบรูณ์แข็งแรง และเมื่อเราแข็งแรงแล้ว เราจะได้เผื่อแผ่ความรักความปรารถนาดีนี้ให้แก่คนอื่นได้ อย่างไม่รู้จบ  

    

เสือทางเรียบ
New Member


เข้าร่วม : 06 ก.พ. 50
เปิดกระทู้ : 0 ครั้ง
ให้ความเห็น : 6 ครั้ง
14 ก.พ. 50  21:16:56 น. # 79

คุณอาเสือน้อย มาเรียกผมว่าพี่ รู้สึกว่า แก่มากเลยครับ ผมyoung หนุ่มอยู่เลยครับ  ส่วนคุณอา จิ้มและกดอย่างเคยได้เลยครับ เดี๋ยวผมจัดการต่อเอง

เสือสมิง
Unregistered

[ 124.121.4.31 ]
14 ก.พ. 50  22:48:16 น. # 80

ขอเป็นกำลังใจให้มีแรงเขียนมาเล่าให้น้องๆฟังน่ะครับ
เขียนเก่งทุกๆท่านเลย

Happy Valentine ทุกๆท่านครับ

เสือสมิง
Unregistered

[ 124.121.4.31 ]
14 ก.พ. 50  22:51:29 น. # 81

ผมสงกะสัยว่า ทำไมมีสปอนเซอร์เร็วจัง แล้วก็ทำไมความเห็นลำดับสุดท้ายถึงอยู่ล่างสุดครับ อยู่บนสุดไม่มันกว่าหรือครับ

lucifer
Grand Member


เข้าร่วม : 23 ก.ย. 45
เปิดกระทู้ : 82 ครั้ง
ให้ความเห็น : 5167 ครั้ง
15 ก.พ. 50  08:04:47 น. # 82

ตอนทำเวปบอร์ดนี้  ผมก็ลังเลอยู่เหมือนกันนะว่าจะให้แสดงความเห็นสุดท้ายไว้ล่างสุด หรือ บนสุดดี     วิสัยสามัญของบางท่านบางกลุ่มอาจจะไม่ชอบอ่านข้อความแรกๆที่มีคนpostกันไว้  ทำให้บ่อยครั้งที่เสียความหมายของการสื่อสารกันเป็นทอดๆในการตอบปัญหา หรือ แสดงความเห็น    หากเรียงความเห็นล่าสุด ไว้บนสุด นอกจากจะดูผิดธรรมชาติของการอ่านหนังสือและการแสดงความเห็นบนกระดานขีดๆเขียนๆแล้ว   จะทำให้ข้อความแรกๆไม่ได้รับความสนใจ ทำให้ขาดความต่อเนืองครับ

สุดท้ายผมก็เลยเรียงแบบที่เห็นนี่แหละ    อีกอย่างหนึ่งมันเป็นมาตรฐานของหลายๆเวปบอร์ดที่เขาใช้กันนะครับ

เสือหงอย
Unregistered

[ 125.24.152.96 ]
15 ก.พ. 50  12:46:55 น. # 83

ผมเพิ่งปั่นจักรยานได้ประมาณ 6 เดือน มักจะปั่นคนเดียว เมื่อก่อนปีใหม่ชวนคนที่ปั่นมานานนำหน้าความเร็วเฉลี่ยประมาณ 29 กม./ชม. เป็นการปั่นทวนลม ลมค่อนข้างแรง ปั่นตอนบ่าย 3 โมง อากาศร้อนแบบชายทะเล
HR ประมาณ 147 ไม่มีการหยุดพักและไม่มีการจิบน้ำเพราะคิดว่ายังทนได้ ได้ระยะทางประมาณ15 กม. และจะต้องขึ้นเขา พอขึ้นเขาค่อนข้างชันได้ประมาณได้ 5  เมตรมีอาการเหนื่อยมากและว่วงนอนบอกเพื่อนว่าไม่ไหวแล้วเลยจูงรถจะไปหาเพื่อนที่อยู่สูงกว่าก็ไม่ไหว จึงเข้าข้างทาง เพื่อนเห็นอาการไม่ดี วิ่งลงมาประคองแล้วผมก็หมดสติไปประมาณ 3 นาที พอฟื้นมีอาการอยากอาเจียร แต่ทนประมาณครึ่งชั่วโมงจึงอาเจียรแล้วรู้สึกว่าโล่งขึ้น สงสัยว่าจะขาดน้ำ ปัจจุบันยังคงปั่นอยู่เกือบทุกวันๆละประมาณ 30 กม. ความเร็วเฉลี่ย 27 แต่คราวนี้ไปหลายคน เพราะเขากลัวเป็นลมอีก สินเดือนนี้วางแผนทางไกลไป ระนองข้างคืนวันรุ่งขึ้นปั่นกลับ ผมอายุ 53 ทำ bypass มา 3 ปีแล้ว รักการปั่นมากตอนนี้เหมือนยาเสพติด เขียนมาคุยด้วย เห็นผู้มีความรู้เขียนมา ถ้ามีอะไรแนะนำบอกด้วยครับ ขอบคุณครับ

kiat
Unregistered

[ 202.151.7.108 ]
15 ก.พ. 50  15:53:42 น. # 84

คุณเสือหงอยอยู่ที่ไหนครับ ผมอยู่ที่ระนอง มาวันไหนบอกด้วย หากเป็นไปได้จะชวนเพื่อนๆปั่นไปรับ ผมปั่นมาได้ 4 เดือนแล้ว อายุก็รุ่นราวคราวเดียวกับคุณเลย

lucifer
Grand Member


เข้าร่วม : 23 ก.ย. 45
เปิดกระทู้ : 82 ครั้ง
ให้ความเห็น : 5167 ครั้ง
15 ก.พ. 50  17:17:56 น. # 85

อาการของคุณเสือหงอยนี่เขาเรียกว่าเป็นลมแดดครับ  มันเป็นอาการแรกสุดของHeat stroke   ซึ่งน่าจะมาจากขาดน้ำเป็นสำคัญครับ   พยายามหมั่นดื่มน้ำนะครับ  โดยเฉพาะในวันที่อากาศร้อน  เพราะการปั่นจักรยานจะมีลมผ่านร่างกายเราตลอดเวลา โดยเฉพาะหากมีลมแรงๆ  เหงื่อจะระเหยไปอย่างรวดเร็วทำให้เราไม่รู้สึกตัวว่าหลั่งเหงื่อ   แรกๆก็ไม่เป็นไรครับ  แต่พอผ่านไปร่างกายขาดน้ำไปมากขึ้นเรื่อยๆ ระบบระบายความร้อนในร่างกายจะเริ่มทำงานแย่ลง ( เหมือนรถสปอร์ตหม้อน้ำรั่ว น้ำหมดนั่นแหละครับ  แรงแค่ไหน ก็shaftละลายหมด )  ยังดีนะครับ ที่หาที่landingได้ก่อนจะเป็นลมกลางอากาศ

ทำbypassมา 3 ปีแล้ว  หากbypassทำงานได้ดี  เราก็จะถือว่าเป็นบุคคลที่หลอดเลือดหัวใจปกติครับ  ถ้าไม่มีกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดอยู่แต่ก่อน ก็ถือว่าการทำงานของหัวใจอยู่ในขั้นที่ไว้ใจได้  อย่างไรก็ตาม ควรจะได้ปรึกษาแพทย์ทางโรคหัวใจเพื่อทำExercise stress test บ้าง ก็น่าจะดีเช่นกัน

( HR 147 สำหรับชายอายุ 53  จัดได้ว่าน่าจะอยู่ประมาณ 88% ของMax HR  ซึ่งจัดว่าเป็นระดับการออกกำลังกายที่อยู่ในระดับของ Anaerobic threshold แล้ว  หากAerobic capacityไม่มากพอ  ไม่ค่อยอยากจะให้เล่นที่ระดับนี้บ่อยนักนะครับ   แนะนำให้ลองปั่นที่ระดับไม่เกิน 80 % MaxHR  ถ้าให้ดีที่สุด ให้เล่นอยู่แถวๆ 70-75% MaxHR ไปสักพักใหญ่ๆก่อนครับ  ( อย่างน้อย 2000 - 3000 กม. เพื่อให้ระบบaerobic แข็งแรง  แล้วจึงค่อยเริ่มไปเล่น Interval  )

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.143.181 ]
15 ก.พ. 50  17:55:45 น. # 86

เขียนแล้วเกลา..เขียนแล้วเกลา..หลายรอบเพราะความเกร็ง

สุดท้ายก็ต้องบอก..ว่า  ถึงเกลาออกมาแล้ว  หากมีผิดพลาดทางวิชาการ  ที่อาจก่อเกิดความเสียหายต่อชุมชน  กวนป๋าลู เสือแก่ รวมท่านอื่นผู้รู้  โปรดแก้ให้ด้วยนะครับ

โอกาสหลัง  ขอทักทายคุณ kiat  คุณเสือหงอย  อยากลึกซึ้งอีกทีนะครับ  เพราะผมลูกทะเล  แถวชุมพรครับ..แฮ่

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.143.181 ]
15 ก.พ. 50  18:01:44 น. # 87

สุดท้ายที่ทิ้งเรื่องเอาไว้  ว่าสลัดจานเดียวที่ผมพูดเองเออเอง..ว่าเป็นผลจากการออกกำลังกายแบบแอโรบิคที่ความเหนื่อยช่วง ๖๐-๘๕ เปอร์เซ็นต์หน่ะ  เขา..ผู้รู้แยกออกได้ดังนี้ครับ

เขาบอกว่า  การออกกำลังกายที่ระดับที่ ๑
ความเหนื่อย ๖๐ เปอร์เซ็นต์ของอัตราเต้นหัวใจสูงสุดหรือน้อยกว่านี้ลงไปถึงประมาณ ๕๐ เปอร์เซ็นต์

ได้ผลแค่ช่วยให้กล้ามเนื้อพอกระฉับกระเฉง  ก็เรียกได้ว่าแค่ได้ออกกำลังกายละครับ  

การออกกำลังกายระดับนี้  เหมาะสำหรับผู้เริ่มต้นที่จะสร้างสุขนิสัยออกกำลังกาย  ตามตำราบอกว่าช่วยลดความดันในหมู่พวกที่เป็นความดันสูง  และลดคลอเรสเตอรอลตัวร้าย และอะไรที่ดีๆอีกมากพอควร

และดี..ที่มีดีอีกอย่างคือแหล่งพลังงานที่ใช้  มันดึงหรือเอาพลังงานจากการเผาไขมัน  ที่บางคนรังเกียจมันนักหนา  เป็นแหล่งพลังงานหลัก

การออกกำลังกายในระดับนี้  ใช้พลังงานจากไขมันเกือบ ๘๕ เปอร์เซ็นต์  ที่เหลือประมาณ ๑๕ เปอร์เซ็นต์มาจากแหล่งพลังงานที่เก็บสะสมในรูปแบบอื่นในร่างกายเรา

เจ้าพวก ๑๕ เปอร์เซ็นต์ที่ว่านี้..ผมก็เรียกไม่ใคร่ถูก  อ่านแล้วอ่านอีกก็จำไม่ได้หรือไม่กระจ่างพอเอาเสียจริงๆ  หากจะให้เขียน..ก็ต้องไปสำเนาเอามาลงซะดื้อๆเสียละครับ

ก็แค่ช่วงการใช้แหล่งพลังงาน ในระยะแรกที่ว่ากันสั้นๆว่าแค่ช่วง ๑๐-๒๐ วินาที..ครับ..ยืนยันว่าพิพ์ถูกแล้ว  ๑๐-๒๐ วินาทีนี่  ป๋าลูและท่านเสือแก่ก็ต้องเขียนอธิบายประกอบรูป  แทบจะได้ ๑๐ หน้ากระดาษ

ต่อจาก ๑๐-๒๐ วินาทีที่ร่างกายเริ่มขยับเพราะกล้ามเนื้อเริ่มได้อาหาร  เพราะเราสั่งให้มันทำงาน  กล้ามเนื้อมันยังเปลี่ยนใจไปใช้อาหารรูปแบบอื่นอีก  อย่างสองท่านที่แอบอ้างชื่อไปแล้ว  ก็ยังเขียนอธิบายได้อีกเกือบ ๑๐ แผ่น..แปลว่าเกือบ ๒๐ หน้านะครับ..แฮ่

ดังนั้น..ยอม..ยอมครับ  ช่วงนี้ยอม..ขอผมผลัดไปอ่านให้กระจ่างในโอกาสหลังเถอะ  และคงจะต้องทำให้ได้เสียทีแล้ว  เพราะเสือแก่ให้กำลังใจว่ารู้พวกนี้เสียให้กระจ่าง  จะช่วยให้โอกาสได้ถ้วยนั้นมีสูง..แฮ่

แต่ที่พอจะเข้าใจได้ง่ายขึ้น  ก็ช่วงที่กล้ามเนื้อใช้แหล่งพลังงานเป็นรูปอื่น  หลังจากที่เราฝืนใจสั่งให้มันทำงานผ่านไปซัก ๑๐-๑๕ นาที  โดยไอดีลว่าคงความหนักเหยียบคันเร่งที่ระดับเดิม

ครับช่วงหลัง ๑๐-๑๕ นาทีต่อเนื่องไปโน่นละครับ  ที่ร่างกายมันเปลี่ยนถังไปดึงเอาไขมันมาเป็นแหล่งพลังหลัก  โดยต้องคลุกกับกลัยโคเจนที่เปรียบได้เหมือนกับหัวเชื้อ  ให้ออกซิเจนที่เราหายใจเข้าไปเกิดขบวนการสันดาปกลายเป็นพลังงานป้อนกล้ามเนื้อหน่ะ

กลุ่มพวกอยากเอาไขมันออก  เขาก็สนใจแต่เรื่องไขมัน

แต่พวกหัดวิ่งหัดปั่น  หูผึ่งครับ..เรื่องกลัยโคเจน

แต่..อีกที..ที่แน่ๆ  ไขมันในร่างกายเรามีเหลือเฝือ  พอที่เราจะสั่งให้ร่างกายมันทำงานได้ทั้งวันหรือค่อนวัน  ฟังเสือแก่ว่า..อย่าว่าแต่ภูกระดึงเลย  ในคนทั่วไป..ไขมันที่สะสมอยู่มีมากพอจะเดินไปได้จากเมืองไทยถึงปักกิ่งนู่นละครับ

แต่กะพวกกลัยโคเจน..มีจำนวนจำกัดต้องสะสมถึงจะพอเล่นได้แค่ซักระยะนึง  หากจะยืดก็ต้องเติมล่วงหน้าด้วยเวลาที่ทันต่อการใช้

นึกถึงช่วงสมัยหนุ่ม  ไม่เคยได้ออกกำลังกายหรือเดินไกลกะเขาเลย  แค่สาวเจ้า..คบหากันยุคหนุ่มสาว  ชวนไปเดินเล่น..ขึ้นภูกระดึง

ก็เดินกันได้ร่วม ๔-๕ ชั่วโมง  นอกจากพลังใจจากสาวเจ้าแล้ว  พลังกายที่สองน่องใช้  ก็มาจากขบวนการดังกล่าว  เพิ่งถึงบางอ้อ..เหมียนกันครับ

แต่..แต่เกือบลืมพูดเรื่องสำคัญ  เรื่องเติมกลัยโคเจน  

ที่ทำให้เดินได้ ๔-๕ ชั่วโมงจนถึงยอดภู  ไม่แพ้สาวเจ้า  

ข้าวห่อครับ..ข้าวห่อ  ต้องแวะกินข้าวห่อเติมคาร์โบไฮเดรทอยู่ซักห่อหรือสองห่อ  ในช่วงที่เดินกัน ๔-๕ ชั่วโมงที่ว่านั้น

ก็เจ้าคาร์โบไฮเดรท  นี่ละครับที่ร่างกายเอาไปแปลงเป็นกลัยโคเจน  ตัวหัวเชื้อคลุกกะไขมัน  เพราะของเดิมที่มีสะสมมามันพร่องซะแล้วแค่ชั่วโมงแรกที่เริ่มเดิน

ก็ต้องกินข้าวเอาคาร์โบไฮเดรทเข้าไป  ให้ร่างกายไปเปลี่ยนสภาพครับถึงจะมีแรงเดินกันจนถึง

หากเยาวชนเข้ามาอ่านตรงนี้  อย่าเอาที่เสือน้อยพูดคร่าวๆนี่ไปตอบข้อสอบนะ  เพราะขบวนการเปลี่ยนแปลงคาร์โบไฮเดรทเป็นกลัยโคเจนอะไรนี่  มันซับซ้อนกว่าที่พูดข้างบนเยอะ

ทั้งจะให้ผมพูดแบบซับซ้อน  ก็พูดไม่ถูกหรอกครับ  ก็รู้มาแต่ว่ามันซับซ้อน..แฮ่

พูดต่อให้เป็นประโยชน์ในกลุ่มไม่อยากเหนื่อย  แต่อยากลดไขมัน  หัวใจหลักที่สำคัญ  ออกกำลังให้เกิน ๑๕ นาทีนะครับ  ทำน้อยกว่านี้ไม่ถึงจุดที่ร่างกายจะเปลี่ยนแหล่งพลังงานหรอก

แต่ข้อระวัง  เท่าที่ผมเห็นกลุ่มที่ออกกำลังกายระดับนี้  ส่วนมากทำแล้วไม่ใคร่ได้ผล  เพราะความไม่เคยชินในการออกกำลังกาย  ออกนิดออกหน่อย  ก็อ้อนหาของกินชดเชยความเหนื่อยเข้าไปเกินกว่าที่ได้ใช้  มันก็มีแต่จะยิ่งเพิ่มไม่มีลด

จึงขอเน้นว่า  เพื่อจะให้ได้ผลจริงๆในการออกกำลังเพียงระดับนี้เพื่อหวังลดน้ำหนัก  อาจจะต้องคุมอาหารอย่างระมัดระวังมาก  ถึงมากๆเลยละครับ  พูดตรงๆต้องแก้นิสัยการกินด้วย

ตัวอย่างการออกกำลังกายระดับนี้  นอกจากเดินขึ้นภูกระดึงกะสาวเจ้า  ดังตัวอย่างของผมแล้ว  พวกบริหารกาย  พวกยืดวอร์มกล้ามเนื้อก่อนเล่นกิฬาจริงจัง  พวกเดินพอให้เร็วกว่าปรกตินิดนึง  กิจกรรมที่ใกล้เคียงอะไรประมาณนี้  ทั้งการปั่นเบาแบบสบายๆ ซอยรอบขายิกๆ ดูดไอติมแท่งไปพลางประมาณนี้  ก็น่าจะยังเป็นความเหนื่อยระดับเบาสุดอยู่นะครับ

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.143.181 ]
15 ก.พ. 50  18:06:40 น. # 88

การออกกำลังกายระดับที่ ๒
ระดับความเหนื่อยในช่วง ๖๐-๗๐ เปอร์เซ็นต์ของอัตราเต้นหัวใจสูงสุด

ตำราว่าขั้นตอนของการใช้แหล่งพลังงาน  ยังคงใช้ไขมันเป็นแหล่งหลักถึง ๘๕ เปอร์เซ็นต์เช่นการออกกำลังกายระดับที่ ๑ ที่พูดมาก..เอาไว้แล้ว  

คือสุดท้ายหลังจากระยะ ๑๐-๑๕ นาทีแรกผ่านไปแล้ว  ก็เริ่มใช้ไกลโคเจนเป็นหัวเชื้อเอาไขมันมาสันดาปกับออกซิเจน  แต่จะพร่องไปเร็วกว่า  ก็เราสั่งกล้ามเนื้อทำงานหนักขึ้น  มันก็เรียกหาอาหารไปเติมให้มันมากขึ้น

ยุคที่ผมเดินขึ้นภูกระดึงกับสาวเจ้า  หากผมอวด..ทำพี่เก่ง  วิ่งเหยาะแทนการเดิน  ไม่เผลอหรอกครับ  แต่น่าจะได้ผลจริง..ว่าไปไม่ถึงหรอกบนยอดภู

แสดงว่าระยะเวลาการออกกำลังกาย  ในช่วงที่ต้นทุนเรายังน้อยสะสมอะไรต่อมิอะไรยังไม่ได้มาก  แบบทำช้าๆเหนื่อยน้อยๆ  ก็ยืดเวลาและยืดระยะทางไปได้ด้วย  เลยพลอยนึกถึงตัวเองช่วงฝึกวิ่งช่วง ๓-๖ เดือนแรก  ผ่านมาได้คงเพราะเหตุนี้
  
ทีนี้การจะออกกำลังกายให้นานขึ้นๆในระดับนี้  ก็ขึ้นอยู่กับการสะสมของไกลโคเจนเป็นปัจจัยนึง  ทั้งนักวิ่งและนักปั่นก็ต้องรู้เรื่องนี้อีกเรื่องละครับ

ก็แปลว่ากินได้มากขึ้นละแหละครับ  เรื่องจริง..ไม่อิงนิยาย

จึงเป็นประโยชน์แก่พวกอยากลดไขมัน  ทั้งได้ประโยชน์มากขึ้นในเรื่องความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ  ทั้งเรื่องกินที่ไม่ต้องระวังกันมากนักแล้ว

ส่วนพวกตั้งใจเล่นกิฬาเพื่อสุขภาพหรืออนาคตอยากจะหาถ้วย  ก็ควรฝึกช่วงนี้ให้นานพอควร  ไม่ต่ำกว่า ๔-๖ เดือนหละ  เพื่อสร้างความทนทานและความคุ้นเคยขององคาพยพต่างๆของเราก่อน  ก่อนจะเลื่อนชั้นการฝึก

พูดถึงอีกที..ไม่ได้เจตนาย้ำกะกลุ่มที่หวังลดน้ำหนัก    

การออกกำลังกายระดับนี้  ค่อนข้างจะรับประกันครับว่าได้ผล  ขอให้อดทนทำกันเกินวันละ ๔๐ นาที  ได้ถึงหนึ่งชั่วโมง  ยกสองหัวแม่มือรับประกันได้แน่นอน

แถมย้ำและย้ำอีกที..หากทำได้ถึงขนาดนี้  ไม่ต้องคอยระวังเรื่องอาหารอีกแล้วครับ  ค่อนข้างกินได้ตามใจปาก  ไม่เกิน ๑ ปีเห็นผลแน่นอน  ลดลงครับลดลง

ขอตัวอย่างระดับความเหนื่อยเช่น  การวิ่งเหยาะๆที่เรียกว่าวิ่งจ้อกกิ้งกันติดปาก  ให้เหนื่อยแบบยังพูดจาหัวเราะเฮฮากันได้  ทั้งการปั่นแบบหนักขึ้นอีกนิด  แต่คงจะดูดไอติมแท่งระหว่างปั่นไม่ได้แล้วละครับ  

ผมวิ่งความเหนื่อยประมาณระดับนี้  เมื่อหัดวิ่งอายุย่างเข้าเดือนที่สี่  พอได้ระยะนานเกินครึ่งชั่วโมง  มีอาการง่วงนอนตอนบ่าย  หงึบหงับอยู่ในออฟฟิส  ต่อล่วงเดือนที่ ๖ ไปแล้วอาการง่วงยามบ่ายถึงจะหาย  หรือไม่ปรือจนน่าเกลียด

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.143.181 ]
15 ก.พ. 50  18:07:49 น. # 89

แต่การออกกำลังในระดับนี้  ก็ถือว่ายังเข้มข้นไม่พอที่จะโมหรือพัฒนาหัวใจและระบบการหายใจรวมถึง ความสามารถเพิ่มประสิทธิภาพในการใช้ออกซิเจน  

ต้องเป็นระดับที่ ๓  ที่จะพูดกันต่อไป

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.143.181 ]
15 ก.พ. 50  18:14:27 น. # 90

การออกกำลังกายระดับที่ ๓  
ระดับความเหนื่อยในช่วง ๗๐-๘๕ เปอร์เซ็นต์

ระดับนี้ละครับที่ทางการกิฬาเรียกเป็นชื่อเฉพาะไปเลยว่าการเล่นกิฬาแบบแอโรบิค  มีการรณรงค์ให้ทำกันอย่างแพร่หลาย  หลังจากรู้ประโยชน์ว่าช่วยป้องกันพวกโรคหัวใจหรือพวกไขมันอุดเส้นเลือดได้ในกลุ่มคนเมือง  ตามวัตถุประสงค์แรกของเขาเมื่อครั้งกระโน้น  ที่เราๆชาวบ้านได้ยินกันและเริ่มนิยมกัน  แอโรบิค  แอโรบิค

ระดับนี้เป็นขั้นประโยชน์ชั้นสูงสุด  เป็นการออกกำลังกายระดับคุณภาพที่คนเมืองหรือคนนอกเมือง  ที่ไม่ใคร่มีกิจกรรมใช้กำลังกันเสียแล้ว  พึงทำเป็นกิจวัตร  

ในกลุ่มนักกิฬา  ทั้งในห้วงเวลาเริ่มวางฐานกำลังและความทนทาน

และในห้วงเวลาก่อนถึงเวลาซ้อมหนักเตรียมรับการแข่งขัน

การซ้อมระดับนี้พอทำเข้าที่  คือเวลาการซ้อมมีอายุนานพอควรแล้ว  ตามขั้นตอนก่อนถึงระดับ

ร่างกายมันผ่านการเรียนรู้ไปหลายๆเรื่องไปตามกาลเวลาที่ได้ฝึก  เช่นความทนทานของกล้ามเนื้อต่อความล้า  ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ  

คุ้มสุดๆ  เพราะระหว่างที่ซ้อมกันอยู่..มันจะรู้สึกเหนื่อยแบบสนุก  พวกนักวิ่งเขาเรียกว่ามันรู้สึกฟรี  คือจังหวะการหายใจเริ่มสั้นกระชั้น  เข้าจังหวะกับการก้าวขาและแกว่งไกวของท่อนแขน  วิ่งกันแฮ่กๆแบบรู้สึกสุดสนุก

อ่านจากตำราจึงถึงบางอ้อ..เขาก็มีอธิบายบอกไว้  ว่าการออกกำลังระดับนี้  กลไกของร่างกายมันทำงานสัมพันธ์ได้ดีที่สุดครับ

คงจะเหมือนรถยนต์  ที่ต้องให้เครื่องยนต์มันทำงานได้รอบที่ได้ประสิทธิภาพสูงสุดของมัน  เราถึงจะขับมันได้อย่างสนุก

ใครได้ฝึกถึงขั้นนี้  ก็จะรู้สึกติดการออกกำลังกาย  ขาดไม่ได้เสียแล้ว  ฝนตกก็เศร้าใจ  นั่งมองฝนเมื่อไหร่มันจะหยุด  

แล้วความเหนื่อยระหว่างฝึกแต่ละวัน  ก็จะกลายเป็นความสนุก  กระดี้กระด้า..สดชื่น  โม้กันได้ ๒๐ นาทีหรือค่อนครึ่งชั่วโมง  ช่วงจิบน้ำเหยียดกล้ามเนื้อ  จบการซ้อมของแต่ละวัน

พวกผมที่ฝึกวิ่งด้วยกัน  วันไหนเป็นวันวิ่งเบาไม่ถึงระดับนี้  ก็วิ่งแบบซึมกระทือ  แต่วันไหนได้วิ่งเหนื่อยระดับนี้  รอบละ ๖ กิโลเมตรดัง  ตก ๒๙-๓๒ นาทีนี่  ใจคอสดชื่นหัวเราะเฮฮา  เป็นการเฮฮาหลังจบการฝึกหน่ะครับ  ระหว่างฝึกเฮฮา..บ่ได้  มันหายใจไม่ใคร่จะออกแล้ว  แต่ก็มันส์

ต่อในสัปดาห์หน้านะครับ  ขอไปทำกิจบุญประเพณีตรุษจีน ๔-๕ วันครับ

และด้วยความคิดถึงทุกท่านครับ



เฉาก๊วย
New Member


เข้าร่วม : 20 ม.ค. 50
เปิดกระทู้ : 3 ครั้ง
ให้ความเห็น : 35 ครั้ง
16 ก.พ. 50  01:59:34 น. # 91

มาตามอ่านทุกวัน ก็จะมีคำถามในใจทุกทีเลยครับ จะถามมากก็เกรงใจครับ กลัวจะรำคาญกัน เก็บมาถามแต่ที่อยากรู้จริงๆ
ตอนแรกที่ผมหันมาออกกำลังกายเพราะต้องการลดความอ้วน  ผมอายุ 25 สูง 174 เมื่อประมาณเกือบสองปีที่แล้วหนัก 85
ตอนแรกก็เริ่มจากเดิน วิ่งช้าๆ วิ่ง  แล้วเดี๋ยวนี้มีปั่นจักรยานด้วย น้ำหนักเหลือ 74 แต่ตามที่ตั้งใจไว้อยากหนักซัก 65
แรกๆ ก็จะวิ่งประมาณ 40-45 นาที ไม่ก็ ปั่นจักรยาน 30-40 กิโล อย่างใดอย่างหนึ่ง
อาหาร เช้าส่วนใหญ่ก็ข้าวราดแกง  กลางวันก็กินพวก ก๋วยเตี๋ยว ข้าวซอย ก๋วยจั๊บ พวกนี้ เย็นก็กินพวก เกาเหลา สลัด เบียร์บ้างเล็กน้อยถ้าวันไหนมีเบียร์ก็จะมีพวกกับแกล้มบ้าง
ก็ปกติดี นอนหลับ สบายเนื้อสบายตัว

แต่สองอาทิตย์ที่ผ่านมานี้รู้สึกว่า ร่างกายแข็งแรงกว่าเมื่อก่อนเยอะ ก็เลย วิ่ง 40-45 นาที แล้วปั่นจักรยาน 30-60 นาที ตามแต่เวลาจะอำนวย
เข้าใจว่าเพิ่มมากกว่า 10% ต่ออาทิตย์ แต่รู้สึกว่า ร่างกายมันไหว มีแรงอยู่ แล้วก็รู้สึกดีที่ได้ออกกำลัง ถ้าไม่ได้ออกกำลังจะอึดอัดบ้าง
อาทิตย์ที่ผ่านมารู้สึกร่างกายมันทรมาน ไปวิ่งก็วิ่งไม่ออก เหมือนไม่มีแรง ปวดเมื่อยไปหมด เหมือนจะเป็นไข้ หยุดไปสองวัน

เกริ่นซะยาวเลยครับ คำถามก็คือ
อาการนี้เป็นโอเวอร์เทรน รึว่า ร่างกายขาดไกลโคเจนครับ เพราะผมก็ควบคุมการกินไม่ค่อยกินพวกแป้งรึข้าวเยอะ เน้นกินพวกผลไม้ซะมากกว่า(กินเยอะมากครับ กลางวันถุง บ่ายถุง เย็นถุงรึสองถุงบ้าง พวกผลไม้ที่เค้าใส่รถเข็นขายน่ะครับ ถุงละสิบบาท มะละกอ มะม่วง สับปะรด แอปเปิ้ล ฝรั่ง ชมพู่) ถ้าขาดไกลโคเจนจะได้กลับมากินข้าวตอนเย็นบ้างน่ะครับ เพราะวิ่งก็อยาก ปั่นจักรยานก็อยาก หยุดไปสองวันไม่ได้ออกกำลังนี่ทรมานครับ ขี้เกียจไปหมดเลยงานการไม่อยากทำ 55  อันนี้อู้เองครับ

เสือแก
Unregistered

[ 58.147.123.192 ]
16 ก.พ. 50  07:44:12 น. # 92

เรื่องนี้ เป็นเรื่องของ ไกลโคเจน  อินซูลิน  การ burn fat  หลายอย่าง เดี๋ยวเขียนให้หลังจบเรื่องการเติมน้ำก่อน

เสือสมิง
Unregistered

[ 58.64.123.81 ]
16 ก.พ. 50  15:39:56 น. # 93

เรียนท่านเซือแป๋ ท่านผู้อาวุโส  ท่านกูรู   อย่าฉลองตรุษจีนนานน่ะครับ

สวัสดีตรุษจีนครับ

kiat
Unregistered

[ 202.151.4.105 ]
16 ก.พ. 50  16:28:46 น. # 94

ซินเจียยู๋อี่ ซินนี่ฮวดใช้ ขอให้รวยๆ มีสุขภาพแข็งแรง ทุกๆคนนะครับ

เสือหงอย
Unregistered

[ 125.24.149.115 ]
20 ก.พ. 50  11:50:46 น. # 95

ขอบคุณ คุณlucifer มากครับ ตอนนี้ปั่นไปจิบไป(น้ำ) แล้วครับ ช่วงแรกก็ warm ก่อนประมาณ 15 นาที่ หลังจากนั้นก็ปั่นตามเพื่อนๆก็เร็วบ้าง ช้าบ้างแต่ช้าก็เกิน 24 กม/ชม. มันครับ ขอท่านผู้รู้ทั้งหลายเขียนมาต่อนะครับ คุณ Kiat คงได้เจอแน่ ผมอยู่ชุมพรครับ

เสือแก่PBC
Unregistered

[ 61.7.174.116 ]
20 ก.พ. 50  12:56:18 น. # 96

เอ้ามีเวลาว่าง แวป เข้ามาต่อกระทู้นิดหนึ่ง
     เรื่องน้ำ
        
         เมื่อเราออกกำลังไปเรื่อยๆ เราก็จะเสียน้ำไปเรื่อยๆ ทั้งจากทางเหงื่อ ทางการหายใจ นอกจากเหงื่อแล้ว ยังมี เกลือแร่ พวก โซเดียม คลอไรด์ หรือเกลือ ที่เราทราบกันดีนั่นแหละครับ  การขาดน้ำเพียงแค่2-3%ของน้ำหนักตัว นั้น มีผลต่อสมรรถภาพ ของกล้ามเนื้อเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งถ้าขาดเกลือแร่เพิ่มเข้าไปอีก ยิ่งมีผลมากเป็นทวีคูณ

        เมื่อน้ำมีความสำคัญต่อร่างกายเป็นอย่างยิ่ง เพื่อความอยู่รอด ร่างกายจึงต้องมี ระบบตรวจสอบว่า มันพร่องไปมากแค่ไหน ถึงเวลาที่เราจะต้องเติมแล้วหรือยัง  ระบบตรวจสอบที่ว่ามันมีจุดอ่อนคืออะไร เรามาทำความเข้าใจกัน
    
       เมื่อมีน้ำออกจากร่างกายไปจำนวนหนึ่ง ปริมาณของ ของเหลวในร่างกายจะลดลง พร้อมๆกับ เกลือแร่ จำนวนหนึ่ง แต่อัตราส่วน ของน้ำ กับเกลือแร่ที่เสียนั้น น้ำจะเสียมากกว่าเกลือแร่ สิ่งที่จะตามมาหลังจากนี้คือ ความเข้มข้นของเกลือแร่ในร่างกาย จะมีการเปลี่ยนแปลง ตัวที่สำคัญที่สุด คือ ความเข้มข้นของเกลือ โซเดียม ( Na)  นั่นคือ มันจะสูงขึ้น ซึ่งเจ้าความเข้มข้นของที่โซเดียมสูงขึ้นนี่เอง มันจะไปกระตุ้นศูนย์รับข้อมูลในสมอง ให้ทราบว่า ร่างกายเริ่มขาดน้ำแล้วนะ สมองก็จะส่ง ข้อมูลอันนี้ไปยังสมองส่วนปฏิบัติการ คือ สมองส่วนที่ทำให้เรารู้สึกว่า  กระหายน้ำ นั่นเองครับ ในเด็ก สมองส่วนนี้จะทำงานช้ากว่าผู้ใหญ่ ดังนั้น ในเด็กต้องระวังนิดหนึ่ง เมื่อเด็ก กระหายน้ำ แล้ว นั่น คือ เค้าขาดน้ำไปมากแล้ว


    ใน1 ชั่วโมงแรก ของการออกกำลัง การดื่มน้ำอย่างเดียวทดแทน ก็พอเพียง  น้ำที่เราดื่มเข้าไป เมื่อดูดซึมเข้าร่างกายแล้ว มันก็จะไปเพิ่มปริมาณของเหลวในร่างกายให้มากขึ้น สิ่งที่จะตามมาก็คือ ระดับความเข้มข้นของเกลือโซเดียมก็จะลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว เมื่อมันต่ำลง สมองก็จะรับรู้อย่างรวดเร็วเช่นกัน ก็จะส่งข้อมูล ไปที่สมองส่วนควบคุมความรู้สึกกระหาย ว่า พอแล้วนะ  มนุษย์ทุกคน จึงรับรู้รับทราบว่า  น้ำสะอาด ธรรมดาๆ เย็นๆ นี่แหละครับ ดับกระหายได้ดีที่สุด  แต่ถ้าเรายังออกกำลังไปเรื่อยๆ เสียน้ำไปเรื่อยๆ โดยเฉพาะถ้าออกกำลังที่ต่อเนื่องนานกว่า3 ชั่วโมงขึ้นไป   ระบบเซ็นเซอร์ ความเข้มข้นของโซเดียม นี่แหละครับ มันกลับกลายเป็นจุดอ่อน เพราะศูนย์รับข้อมูล มันจะให้ความสำคัญ ของความเข้มข้นโซเดียมเป็นหลัก มันให้ความสำคัญต่อ ปริมาตรน้ำที่พร่องไปเป็นรอง ถ้าเรายังจะคงแต่ดื่มน้ำธรรมดาเพื่อดับกระหาย อย่างเดียวนั้น สมองจะถูกหลอก ว่า หายหิวแล้วนะ แต่ความเป็นจริง เรายังเติมน้ำเข้าไปได้ไม่เพียงพอเท่ากับ ส่วนที่ขาดไปแล้ว และก็พบว่า เพียงแค่ใช้กลไลการรับความรู้สึกกระหายนี้เพียงกลไกเดียว  เราจะเติมน้ำส่วนที่หายไปหลังออกกำลังที่นานกว่า3 ชั่วโมง ได้เพียง 60 กว่า% เท่านั้น


       มีวิธีแก้ไหม มีครับ แม้จะไม่สมบูรณ์ เต็มร้อย จุดอ่อนของร่างกายอยู่ตรงนี้แหละครับ  แต่ก็แก้ได้ มากขึ้นกว่าเดิมเยอะ


     ใครเคยดื่มน้ำเกลือ ตอนกระหายน้ำจัดๆไหม น้ำเกลือเค็มๆนี่แหละ สังเกตไหม ว่ายิ่มดื่ม ยิ่งกระหายน้ำหนักกว่าเดิม ฮิๆๆๆ  เอาคืนมั่ง ทีนี้ เราจะมาหลอกสมองของเราเอง  เอาคืนมั่ง แล้วจะมาต่อครับ พิมพ์นานๆ เมื่อไหล่คร้าบ

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.154.192 ]
20 ก.พ. 50  16:08:12 น. # 97

ผมขอพักต่ออีกวันนะคร้าบบ..รอท่านเสือแก่ให้ความรู้อย่างชัดเจนในทางวิชาการเรื่องดื่มน้ำทดแทนให้พอ  ก่อน

ส่วนผมขอจอง  ประสบการณ์เรื่องดื่มน้ำกับการเดินทางไกลต่ออีกซักนิด  ก่อนจะคุยหลังไมค์กะคุณเฉาก๊วย  เรื่องที่ซ้อมมากจนรู้สึกมีอาการเบื่อๆ  ผมก็เป็นบ่อยครับ  ในช่วงแรกๆของการโหมซ้อมหนัก  ทางวิชาการก็คงต้องอาศัยเสือแก่  มาบรรยาย  ส่วนผมก็เอาแบบที่เจอมาเล่าให้ฟัง  ขอผลัดก่อนนะครับ

แต่..แฮะ..แฮะ..  เรื่องดื่มน้ำกับการเดินทางไกล  อาจจะเคยเอามาฉายให้ดูบ้างแล้วในกระทู้อื่น   หากผ่านตากันมาแล้ว  ก็อย่าพังจอนะครับ

ขอทักทายสมาชิกร่วมกระดาน  ย้อนหลังวันตรุษจีน  ให้มั่งมีศรีสุขพร้อมด้วยสุขภาพที่แข็งแรง  ได้มิตรภาพจากชุมชนจักรยานที่ยั่งยืน  ตลอดไปครับ

ปล.  ขอทักทายเสือแก่หน่อย  เกี่ยวกับไห  ช่วงนี้ยังดื้อหนีหมอไปปั่นจักรยานเล่นอยู่เหรอะเปล่าครับ

ของผมตอนไหหัก  ช่วงเดือนแรกยังเดินเป็นมัมมี่  ตัวแข็งทื่อเพราะเกร็งไหขวาที่หัก    ทำอะไรไม่ถนัดเลย

เสือแก่นี่ แข็ง..จริงๆ

เสือแก่
Unregistered

[ 222.123.20.97 ]
20 ก.พ. 50  16:29:39 น. # 98

ยังครับพี่เสือน้อย ลองแอบไปขี่ครั้งเดียว  ยังไม่พ้นหน้าบ้าน กระดูกเจ้ากรรม มันลั่นดังเป๊าะ   เลยต้องขอหยุดให้ครบเดือนก่อน  คราวนี้เอาจริงแล้วนะ  อีกอาทิตย์กว่าเอง

เฉาก๊วย
New Member


เข้าร่วม : 20 ม.ค. 50
เปิดกระทู้ : 3 ครั้ง
ให้ความเห็น : 35 ครั้ง
20 ก.พ. 50  21:18:49 น. # 99

มารออ่านต่อครับ  

ชะอม
Unregistered

[ 202.28.27.3 ]
21 ก.พ. 50  17:20:51 น. # 100

ขอบคุณสำหรับเนื้อหาสาระของกระทู้นี้ค่ะ

ยอมรับว่า หน้าหนาวที่ผ่านมานี้ไม่ค่อยได้ออกกำลังกายเลย

ต่อไปจะพยายามปั่นให้บ่อยขึ้น หวังว่าน้ำหนักคงลดซักขีดสองขีดค่ะ

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.153.159 ]
21 ก.พ. 50  17:27:04 น. # 101

คุยกับคุณเฉาก๊วย  ที่บอกว่า..

สองอาทิตย์ที่ผ่านมานี้รู้สึกว่า ร่างกายแข็งแรงกว่าเมื่อก่อนเยอะ ก็เลย วิ่ง 40-45 นาที แล้วปั่นจักรยาน 30-60 นาที ตามแต่เวลาจะอำนวย
เข้าใจว่าเพิ่มมากกว่า 10% ต่ออาทิตย์ แต่รู้สึกว่า ร่างกายมันไหว มีแรงอยู่ แล้วก็รู้สึกดีที่ได้ออกกำลัง ถ้าไม่ได้ออกกำลังจะอึดอัดบ้าง
อาทิตย์ที่ผ่านมารู้สึกร่างกายมันทรมาน ไปวิ่งก็วิ่งไม่ออก เหมือนไม่มีแรง ปวดเมื่อยไปหมด เหมือนจะเป็นไข้ หยุดไปสองวัน

แล้วก็ถามว่า..อาการนี้เป็นโอเวอร์เทรน รึว่า ร่างกายขาดไกลโคเจน

เนื่องจากให้ตอบแค่หนึ่งในสองข้อที่ตั้งมา  ก็ต้องตอบว่าโอเวอร์เทรนครับ  แต่หากมีให้เลือกมากกว่า ๒  ก็อาจจะเลือกไม่ถูกเอาเสียเลยนะครับ  ฮา..โปรดอย่าซีเรียส

ต้องขออภัย  หากที่ผมพูดถึงกลัยโคเจนในความเห็นก่อนๆ  อาจจะทำให้คุณเฉาก๊วยคิดกังวลไปถึงอาหารการกินว่าจะพอหรือไม่ต่อการออกกำลังกาย

เรื่องการกินนี่..ผมคนนึงละหมดภูมิเสียจริงๆกับวิชาการด้านโภชนาการ  คือหมายถึงว่าหากจะพูดแบบให้นึกภาพออกโดยไม่ต้องเปิดตำราตอบนี่  ทุกวันนี้..ยังไม่คุ้นเลยครับว่าอะไรมันเสริม  อะไรมันช่วย

เรื่องนี้ก็ตั้งใจว่าจะต้องอ่านและเรียนรู้ให้รู้จริงซักที

ที่ทุกวันนี้ยังไม่กล้าขยับเล่นไตรกิฬาจากระยะโอลิมปิค  เป็นระดับ Ironman ที่ต้องว่ายน้ำซัก ๓.๘ กิโลเมตร  แล้วปั่น ๑๘๐  กิโลเมตร  จบด้วยวิ่งระยะมาราธอนอีกกว่า ๔๒ กิโลเมตร  ทั้งๆที่มีเวลาพอที่จะฝึกแล้ว  ตัวปัญหาก็คือไม่มีความรู้เรื่องโภชนาการครับ  

ถึงตอนนั้น..เมื่อพร้อมและเกิดมั่นใจว่าการบำรุงร่างกายด้วยการกินอาหารแบบปรกติธรรมดา  แล้วเชื่อได้ว่าเอาอยู่  ก็จะเริ่มลองกันซักที  

คือใจผมไม่อยากเล่นกิฬาแล้วจะต้องเสริมหรือบำรุงให้เป็นพิเศษ  ด้วยอาหารวิทยาศาสตร์ประเภทเม็ดหรือแคปซูลอะไรให้ยุ่งยาก  แต่หากเป็นเรื่องทางเทคนิคการฝึกนี่ไม่เกี่ยงเลย  ยินดีและใจรับได้ทุกอย่าง

ก็แปลว่าถึงตอนนั้น คงต้องกินข้าวกล้องทีละถ้วยโคม  ผักสดหลากหลายเป็นกาละมัง  แกะถั่วกินทั้งวัน  ต้มถั่วเขียวกินทั้งคืน  อะไรทำนองนั้น

ย้อนกลับถึงปัญหาของคุณเฉาก๊วย  ที่ผมเลือกตอบข้อโอเวอร์เทรน  เพราะเรื่องกลัยโคเจน  ตอบได้ง่ายครับว่าไม่น่าจะใช่  เพราะหากขาดกลัยโคเจน..คุณเฉาก๊วยคงไม่มีเรี่ยวแรงปั่นจักรยานได้อีกตั้ง ๕-๖๐ นาที  ต่อจากที่วิ่ง ๔๐-๕๐ นาทีจบมาก่อนแล้ว  ก็เรียกว่ามันบ้อลัด  หมดแรงเสียก่อนที่จะไปทำอะไรต่อให้เกิดอาการโอเวอร์เทรน

และทั้งเรื่องกลัยโคเจน  เป็นเรื่องที่ค่อยๆสะสมในการจัดเก็บของร่างกาย  เพื่อให้เราใช้กล้ามเนื้อได้นานขึ้น  เอ้อ..ตามตำราบอกว่าที่จัดเก็บของมันอยู่ในกล้ามเนื้อ..ชุดที่เราใช้งานกระมัง  และที่ตับ

ผมออกตัวว่า  จัดเก็บที่กล้ามเนื้อ..ชุดที่เราใช้งาน  คือส่วนตัวผมสังเกตว่า  ถึงแม้จะเคยผ่านการปั่นจักรยานวันละ ๑๐๐-๑๕๐ กิโลเมตร  ติดต่อนับ ๓๐-๔๐ วัน  แล้วจู่จะให้ลงวิ่งมาราธอนกันทันที  โดยไม่ให้ซ้อมวิ่งกันเสียก่อน  วิ่งไม่จบครับเพราะเคยไปลองแล้ว  แป้กอยู่แถวกิโลเมตรที่ ๒๑  เพราะกล้ามเนื้อที่ฝึกซ้อมกันมันคนละชุดกัน  จึงเดาว่ากลัยโคเจนมันเก็บไว้คนละถัง  

ก้อเลยเดาเอาเสียตรงนี้ว่า  การสะสมกลัยโคเจน  ตำราว่ามันเก็บสะสมในกล้ามเนื้อ  ส่วนผมต่อเติมว่าในชุดที่เราฝึก  ผิดถูก..เด๋วป๋าลูหรือเสือแก่ท่านตรวจทานเจอ  ท่านคงมาแก้ให้

ทีนี้ในทุกวันที่คุณเฉาก๊วย  ได้ฝึกและได้กินอาหาร  การที่วิ่งได้ก็น่าจะแปลว่ากลัยโคเจน  ที่จะสนับสนุนในการซ้อมในระยะนั้นๆพอละครับ  หากเกิดไม่พอก็จะมีบ่งบอกหลังการฝึกว่า  ยังหิวอยู่ครับเจ้านาย  ช่วยกินๆอะไรลงไปให้ผมหายหิวหน่อยเถอะครับ  ทำนองนั้นละครับ  แล้วเราก็จะกินเพิ่มชดเชย

แต่ที่คุณเฉาก๊วยว่า  กำลังคุมอาหารเพื่อลดน้ำหนักลงอีก

มันก็หรอบเดียวละครับ  ขบวนการของมัน..หากคุณเฉาก๊วยกินไม่พอ  มันก็จะฟ้องว่าวิ่งไม่ไหวแล้วละครับเจ้านาย

อาการแบบนี้ตรงข้ามกับอาการโอเวอร์เทรนครับ

อาการโอเวอร์เทรน  มันเป็นขบวนการที่เกิดสืบจากการที่เราซ้อมในภาวะที่หนักและนาน  และจัดช่วงพักของร่างกายให้มันฟื้นสดไม่พอ  อาการเตือนเบื้องต้นก็คือซึมกระทือดังที่คุณเฉาก๊วยว่า  วิ่งก็ไม่มัน  ปั่นก็ไม่ใคร่สนุก  แถมไม่ค่อยจะหิวเอาเสียอีก  อาจจะมีอาการเป็นหวัดได้ง่ายด้วยครับ

ตามตำราที่ท่านว่า  การใดในวันนี้ที่ท่านเล่นหนักและนานกว่าปรกติ  หลังจาการนี้ท่านบอกว่าร่างกายต้องการฟื้นความสดอย่างน้อย ๓๖ ชั่วโมง  หลายคนเอาง่ายว่า ๔๘ ชั่วโมงก็ง่ายดีครับ  แปลว่าเล่นหนักวันนึง  เล่นเบาวันนึง

ขบวนการพัก ๔๘ ชั่วโมงนี่  ร่างกายมันจะใช้เวลาช่วงนี้ละครับกระตุ้นหรือทำให้ส่วนที่เราจะใช้งานมันซ้ำในรอบใหม่  รับการทำงานหนักครั้งต่อไปได้  โดยไม่มีปัญหา

ที่ภาษานักเล่นกล้ามเขาเรียกว่า No Pain No Gain  นะครับ  คือต้องฝึกให้หนักขึ้นและนานขึ้น..สำหรับพวกเราพวกปั่นหรือวิ่ง  ใช้หลักการเดียวกันในเรื่องต้องพักหรือผ่อนมันก่อนทำซ้ำ

ที่ผมเคยเป็นอาการมันไม่รวมอย่างที่เล่าให้ฟังทุกข้อหรอกครับ  มันมาทีละอัน  หรืออาจจะมาแค่อันเดียว  อาการซึมกระทือเป็นบ่อย ในช่วงสามปีแรกที่หัดวิ่งหนักแบบอยากลดเวลาของการวิ่งระยะ ๑๐ กิโลเมตร  แต่กับอีกเกือบ ๔-๕ ปีหลังสุดนี่อาการซึมกระทือไม่ใคร่อยากซ้อมไม่ปรากฎแล้วครับ

อาการเป็นหวัด  ถึงขั้นเป็นไข้หวัดใหญ่  เจอบ่อย  ยิ่งช่วงซ้อมหนักซ้อมยาวเตรียมลงมาราธอนกันมาสามสี่เดือน  พอเหลือสองอาทิตย์ถึงวันจริง  กะจะผ่อนซ้อม  ไม่ทันเสียแล้ว..เจอหวัดน้ำมูกไหลเสียแล้ว  แถมปวดหัวมีไข้ขึ้นด้วย  ที่บ้านโห่กันเกรียว  อะไรกันนักกิฬาเป็นหวัดขี้มูกไหลซะแล้ว

แต่โชคดีที่นอนพักอย่างเดียว ๔-๕ วัน  ถึงวันจริง..ก็พอฟื้นเล่นกับเขาได้

ทั้งหมดที่ผมเล่า  ก็คิดว่าเป็นเรื่องของโอเวอร์เทรนครับ  แต่ในหมู่พวกนักเล่นแบบเอาสุขภาพแบบพวกเรา  พอรู้ว่ามีอาการแบบนี้  พักซักอาทิตย์อาการดังว่าก็จะหายไปเอง  แต่กับหมู่พวกนักกิฬาจริงจังกว่าจะรู้ว่าตัวเองเข้าภาวะโอเวอร์เทรน  ก็ถึงขั้นติดหล่มลึกเสียแล้ว  การฟื้นตัวให้สภาพร่างกายคืนสภาพพร้อมแข่งใช้เวลาเป็นเดือนหรือหลายเดือนครับ

เป็นเรื่องที่นักกิฬาจริงจังรวมทั้งโค้ชด้วยเขากลัวกันมาก  ช่วงที่จะพี๊คได้ล่าเหรียญทองกับช่วงที่จะร่วงเพราะภาวะโอเวอร์เทรนมันอยู่ใกล้กันนิดเดียว  ส่วนที่โค้ชกลัวเพราะจะถูกโห่ละครับ  ว่าจัดตารางซ้อมและดูแลนักกิฬาอีท่าไหน  พอบินไปถึงเมืองที่เขาจะแข่ง  นักกิฬาออกข่าวออกตัว..ไม่พร้อมเสียแล้วครับเป็นหวัดซะแล้ว  ฮา..  

ยังไงๆ..ที่ผมพูดทั้งหมด  ต้องรอเสือแก่  มาพูดให้เป็นวิชาการเอาไว้ก่อนนะครับ  อย่าเพิ่งเอาที่ผมพูดไปใช้ในการอ้างอิง

ยังไงๆ..อีกที  ก็มิได้เร่งอะไรเสือแก่หรอกครับ  เห็นถูกหยิบยืมตัวไปทั่วกระดาน

แต่ยังไงๆ..ขออีกที  ขอบคุณล่วงหน้าครับ

แดงน้อย
Senior Member


เข้าร่วม : 17 ก.พ. 48
เปิดกระทู้ : 35 ครั้ง
ให้ความเห็น : 1315 ครั้ง
21 ก.พ. 50  18:50:38 น. # 102

มิน่าล่ะ...ผมถึงได้หวัดประจายไม่หายซะที ..ขอบคุณนะครับ

แดงน้อย
Senior Member


เข้าร่วม : 17 ก.พ. 48
เปิดกระทู้ : 35 ครั้ง
ให้ความเห็น : 1315 ครั้ง
22 ก.พ. 50  10:36:54 น. # 103

ไหง...ขึ้นความเห็นที่ 102 ได้ล่ะ เมื่อวานมันมันฟ้อง eror นี่นา..
เอาใหม่ ๆ ... ขอแก้ไขคำผิดและเพิ่มรายละเอียดเติมนิดหน่อยนะครับ
--------------------------------------------------------------------------------------------------------

มิน่าล่ะ..พักนี้ผมถึงได้"หวัดกระจาย" เป็นๆ หายๆ นานนับเดือน...ขอบคุณนะครับ

รอติดตามอ่านตอนต่อไป ทั้งจากคุณเสือน้อย และคุณเสือแก่...นะครับ

ปล. ขอบคุณนะครับที่ชวนให้ฝึกวิ่งในคห.25
สนใจอยู่เหมือนกันครับเพราะสวนเบญฯที่ซ้อมปั่นมีเลนวิ่งแยกต่างหากด้านใน แถมสาวๆ ตรึม..อิอิ ไว้ทำใจ..เอ้ยได้ฤกษ์เมื่อไหร่ค่อยเข้ามาปรึกษาเรื่องวิ่งจากคุณเสือน้อยนะครับ

lucifer
Grand Member


เข้าร่วม : 23 ก.ย. 45
เปิดกระทู้ : 82 ครั้ง
ให้ความเห็น : 5167 ครั้ง
22 ก.พ. 50  11:01:05 น. # 104

แก้ไขให้แล้วครับ  เมื่อวานระบบมันคงจะเอ๋อๆอยู่พักหนึ่ง

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.152.185 ]
22 ก.พ. 50  12:26:08 น. # 105

...ก็แค่ช่วงการใช้แหล่งพลังงาน ในระยะแรกที่ว่ากันสั้นๆว่าแค่ช่วง ๑๐-๒๐ วินาที..ครับ..ยืนยันว่าพิพ์ถูกแล้ว ๑๐-๒๐ วินาทีนี่ ป๋าลูและท่านเสือแก่ก็ต้องเขียนอธิบายประกอบรูป แทบจะได้ ๑๐ หน้ากระดาษ

ต่อจาก ๑๐-๒๐ วินาทีที่ร่างกายเริ่มขยับเพราะกล้ามเนื้อเริ่มได้อาหาร เพราะเราสั่งให้มันทำงาน กล้ามเนื้อมันยังเปลี่ยนใจไปใช้อาหารรูปแบบอื่นอีก...

ผมนั่งอ่านที่เขียนผ่านไปแล้วท่อนที่ยกมาข้างต้นที่ความเห็นลำดับที่ ๘๗ เมื่อ ๑๕ กุมภาพันธ์ฯ  กลับมาอ่านซ้ำนึกเขกหัวตัวเองครับ  กับท่อนที่ว่า.. ๑๐-๒๐ วินาทีที่ร่างกายเริ่มขยับเพราะกล้ามเนื้อเริ่มได้อาหาร เพราะเราสั่งให้มันทำงาน ...

ที่นึกติตัวเอง  คือตอนที่เขียนใจนึกถึงแต่เรื่องวิ่งมาราธอน  และการใช้พลังงานช่วงแอโรบิค  เลยก้าวล่วงช่วงสำคัญของมนุษยชาติด้านกิฬา..วิ่งระยะ ๑๐๐ เมตร

ก็ช่วง ๑๐-๒๐ วินาทีที่ผมก้าวข้ามไปเสียง่ายๆนั่นละครับ  วงการกรีฑาเขาเอาเป็นเอาตายกับการฝึกพัฒนาการใช้พลังของช่วงแค่สองสามพริบตานี่แหละ  

เช่นเกมส์ชิงความเป็นเลิศในการวิ่งระยะ ๑๐๐ เมตร  จากเดิมที่เขาฮือฮาต่อนักกิฬาคนแรกชาวเยอรมันที่ทำได้ ๑๐ วินาทีราวปี ๑๙๖๐  แต่ที่ถือว่ายิ่งใหญ่สุดก็ครั้งโตเกียวโอลิมปิคเกมส์ ปี ๑๙๖๔  ที่นาย Bob Hayes นักวิ่งอเมริกันได้เหรียญทอง เวลาที่ ๑๐ วินาทีเช่นกัน

หลังจากนั้นอีกหลายปี  ก็ได้ข่าวว่าป๋าลู  ของเราก็พยายามจะทำลายสถิติ ๑๐ วินาทีอยู่เหมือนกัน  แต่เต็มที่ๆพยายามแล้ว  ก็เติ่งอยู่ที่ ๑๒ วินาที  ฮา..

แต่จะฮา..ให้เต็มเสียงจริงๆก็ไม่ได้หรอกครับ  เพราะยุคป๋าลูฟิตตัวลงวิ่งหน่ะ  ดูเหมือนทีมชาติเรา  ก็เข้าเส้นที่ประมาณ ๑๑ กว่าๆวินาที  และเติ่งอยู่ระดับนี้อีกหลายปีกว่าจะลงมาที่ ๑๐

ถึงวันนี้กับอีเวนท์ระดับโลก  เขาลงมากันที่ ๙.๗๗ ป้วนเปี้ยนกันอยู่แถวนี้แล้ว

ก็เอามาเป็นเกร็ดเล่าสู่กันฟัง  ประกอบการขออภัยเพื่อเน้นว่าเจ้าช่วงพลังงาน ๑๐-๒๐ วินาที  สำหรับเกมส์กรีธาระยะสั้นประเภทพริบตาเดียวจบ  หรือประเภท..สู้โว้ย..แล้วก็ทิ้งโครมแบบน้องอรนี่  มันเป็นเรื่องความรู้และการพัฒนาการใชัพลังงานแบบ Anaerobic ล้วนๆ  ซึ่งเป็นเรื่องสนุกและวิชาการอีกกระบุงโกย  ที่ผมไม่รู้อะไรกับเขาหรอกครับ

ก็ผม..ประเภท Arobic แอโรบิค และแอโรบิค  อย่างเดียวครับ

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.152.64 ]
23 ก.พ. 50  11:51:10 น. # 106

เขียนอะไรที่เกี่ยวกับสถิติแล้วใช้ความจำอย่างเดียวนี่  ผมเขียนไป ๑๐ เรื่องดูเหมือนจะผิดไป ๑๑ เรื่อง

เช่นเดียวกันครับ  ที่ข้างบนเขียนถึงวงการกรีฑาของไทย ยุคประมาณปีที่ป๋าลู ยังใส่สตัดวิ่ง ๑๐๐ เมตรสมัยยัง young ข้ามฟากแม่น้ำเจ้าพระยาอยู่นั้น  อาณัติ รัตนพล  ของเราทำได้ต่ำกว่า ๑๑ วินาทีแล้วละครับ  เพราะค้นจากประวัติของ พ.อ.พิเศษ อาณัติ  รัตนพล  

ท่านเริ่มทำให้กองเชียร์กรีฑาไทยสนุก  และตื่นตัวเรื่องการเชียร์กรีฑานับแต่ยุคเอเชี่ยนเกมส์ครั้งที่ ๖ ที่ไทยเรารับเป็นเจ้าภาพแทนเกาหลี  ปี ๑๙๗๐/ ๒๕๑๓  เพราะได้เหรียญทองระยะ ๒๐๐ เมตรแล้ว  เพียงแต่ระยะ ๑๐๐ เมตรยังได้แค่เหรียญเงินอยู่  และทีมวิ่งผลัด ๔ คูณ ๑๐๐ ของไทยก็เริ่มมีชื่อก้องเอเชียแบบผูกขาดเหรียญทอง  นับแต่เกมส์ครั้งนี้มา

ค้นเจอสถิติของอาณัติ ฯ  ได้เหรียญทองวิ่งระยะ ๑๐๐ เมตรจากกิฬาซีเกมส์ครั้งที่ ๘ เวลา ๑๐.๔ วินาที  ..จะก้อปปี้แหล่งข้อมูลมาแปะ  แต่แปะไม่ติดครับ..เป็นข้อมูลจากการกิฬาแห่งประเทศไทย  แต่แหม..จะบอกพอศอของเกมส์ให้หน่อยก็ไม่ได้

ขออภัยในข้อมูลที่ไม่ค่อยจะครบถ้วนสมบูรณ์  และในส่วนที่ผิดพลาดด้วยครับ

เฉาก๊วย
Unregistered

[ 202.129.6.50 ]
23 ก.พ. 50  12:14:10 น. # 107

ขอบคุณครับ

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.152.64 ]
23 ก.พ. 50  15:36:50 น. # 108

ยังจะมีการเขียนต่อ..ไปเรื่อยๆนะครับ  กับช่องทางของ..สื่อ..ช่องนี้

แต่เผอิญไปแจมกับกระทู้ของท่านเสือเฒ่า เทอร์โบ ที่ท่านแนะนำการหายใจสำหรับนักแข่งจักรยาน

ผมเพิ่งเข้าไปอ่าน  เลยพลอยแจมกับท่านด้วยอยู่ ๒ วัน

นี่ก็ไม่ได้โฆษณาให้ท่านผู้ชมเปลี่ยนโรงนะครับ  แต่เผื่อสนใจ  ก็ที่..

http://www.bikeloves.com/board_qa/topic_view.php?qID=5858

lucifer
Grand Member


เข้าร่วม : 23 ก.ย. 45
เปิดกระทู้ : 82 ครั้ง
ให้ความเห็น : 5167 ครั้ง
23 ก.พ. 50  17:28:08 น. # 109

มีอยู่ปีหนึ่งครับ ที่ฟิลิปปินส์ที่คุณน้าอาณัติทุบสถิติที่ 10.0 วินาทีเหมือนกัน แต่สถิตินั้นไม่ได้รับการยอมรับ และไม่บันทึกเพราะเป็นการวิ่งที่มีลมช่วยส่งท้ายครับ  เวลาก็เลยดีกันหมดทุกคน

แป๊ะซ่อมแอร์
Unregistered

[ 58.64.103.94 ]
24 ก.พ. 50  17:58:01 น. # 110

ขออนุญาตเอาไปแพร่ขยายกระจายออกไปให้สู่เพื่อนๆที่      จุลาซอย 6

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.153.99 ]
25 ก.พ. 50  15:09:54 น. # 111

ผมย้อนหลัง..หันกลับไปดูที่เขียน  ดูเหมือนจะได้ทำทางแยกย่อยให้เขียนต่อได้อีกหลายแยก

ขอทวนก่อนนะครับ

ทางแยกที่หนึ่ง..จากความเห็นที่ ๙๐ การออกกำลังกายระดับที่ ๓  ระดับความเหนื่อยในช่วง ๗๐-๘๕ เปอร์เซ็นต์  ตรงนี้ในช่วงที่ผมหัดวิ่งจริง  ปุบปับก็ไม่ได้กระโจนพรวดจาก ๗๐ ขึ้นเป็น ๘๕ แบบวันสองวันหรอกครับ    

ถือเป็นทางแยกย่อยที่จะเขียนต่อ..

ทางแยกที่สอง..ย้อนไปถึงความเห็นที่ ๓๘ โน่นแน่ะครับ  ที่ว่าก่อนจะหัดวิ่งจริง  ทั้งผมก็เจียมสังขาร  จึงต้องทั้งหัดฝึกยืดเหยียดกล้ามเนื้อ และออกท่าออกทางทำการบริหารกล้ามเนื้อ  ในช่วงสามเดือนแรกที่เริ่มวิ่งเบาจนถึงครบ ๑๒ เดือนที่ลงมาราธอนแรกได้  

ก็ไม่ถึงกับได้เข้าห้องยิมที่ต้องใช้เครื่องไม้เครื่องมืออะไรหรอก  อาศัยฝึกตัวเปล่า  ก็ช่วยป้องกันการบาดเจ็บได้พอควรสำหรับการเริ่มหัดวิ่ง  

แต่ไม่นับกับตอนจบการวิ่งมาราธอนแรก  ที่ผมโอดครวญให้ฟังแล้วว่า..มันสุดระบมจริงๆ  ยังไงๆ..การซ้อมวิ่งแค่ ๑ ปี  ผมสังเกตในกลุ่มผมก็เอาไม่อยู่ครับ  เจ็บระบมกันทุกคนหากซ้อมกันแค่ ๑ ปีแล้วลงรายการยาวแบบนี้

ก็จะเขียนแจกแจงกันต่อไปนะครับ  กับตอนแยกเส้นทางที่สองนี่

แต่ตอนนี้ขอตั้งข้อสังเกตเอาไว้ก่อน  เฉพาะในกลุ่มวิ่งแทบร้อยทั้งร้อย  หากไม่เริ่มสร้างนิสัยหัดยืดเหยียดกล้ามเนื้อ  ก่อนลงซ้อม  ก็แทบจะไม่มีนิสัยยืดเหยียดเลย  เรียกว่ามาถึงก็จะซ้อมวิ่งกันทันที  ชักจูงอย่างไรก็ไม่ใคร่จะทำ  

ส่วนพวกที่เริ่มหัดยืดเหยียดก่อนวิ่งและเมื่อจบการวิ่ง  จะติดและเป็นนิสัยที่ต้องยืดเหยียด  แบบหากขาดการทำพีธีกรรมนี้เป็นไม่ใคร่มีความสุขครบสมบูรณ์  ต่อการซ้อมของวันนั้น

ถามว่าแล้วผลระยะยาวของสองกลุ่มนี้เป็นอย่างไร  ขอขยายผลในส่วนเรื่องการยืดเหยียด   ในส่วนที่เป็นความรู้สึกของผม  วันหลังอีกนะครับ

ส่วนกลุ่มจักรยานที่ผมสิงอยู่ด้วยเป็นกลุ่มที่หัดปั่นเพื่อการท่องเที่ยว  มีบางคนผันตัวมาจากการแข่งขันมาเป็นปั่นเพื่อท่องเที่ยว  ร้อยทั้งร้อย..ก็เช่นกันในกลุ่มจักรยานเหล่านี้ที่ผมคุ้น  แทบไม่มีใครยืดเหยียดก่อนปั่นซักคน

เป็นพวกเอาจริงกันทั้งน้าาานนน  แบบเอาจริงที่จะปั่นกันอย่างเดียว  ฮา..นิดๆครับ

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.153.99 ]
25 ก.พ. 50  15:14:26 น. # 112

จากความเห็นที่ ๔๓ ก็เขียนไว้นิดหนึ่งเรื่องการจับชีพจร  ก็จะเป็นทางย่อยของเรื่องที่จะเขียนเรื่องการจับชีพจรต่อไปได้อีกครับ  จากที่เขียนไว้ว่าตอนนั้นจับชีพจรเพื่อจดทุกวันหาชีพจรยามพัก..จับตอนตื่นนอน  เพื่อดูพิจารณาสังขารว่าจะเกิดภาวะโอเวอร์เทรนหรือไม่  และจะดูอัตราชีพจรยามพัก  ที่เริ่มลดลงเมื่อสภาพแอโรบิคของเราดีขึ้น

ก็ขอแทรกตรงนี้ไว้ก่อนว่า  ผมอาจจะเป็นเหมือนคุณเฉาก๊วย  ช่วงยุคเข้าปีที่สองของการหัดวิ่ง  หากซ้อมหนักหรือซ้อมนานหน่อย  จะมีอาการเบื่อการซ้อม  ร่างกายไม่สดเกิดขึ้นได้ง่าย  แบบมันเพลียๆ  ไม่อยากจะวิ่งเลย  ทั้งๆที่เปลี่ยนชุดวิ่งไปถึงสนามซ้อมแล้ว  แค่จะก้าวขาวิ่ง  ใจก็บอกเบื่อจริงวุ้ย..ครับเลิกดีกว่า  กลับบ้านดีกว่า

แต่พอซ้อมอยู่ตัวแล้ว  ก็..เข้าประมาณปีที่สามของการหัดวิ่งครับ  ถึงจะได้ถึงจุดที่ว่าซ้อมให้หนักหรือซ้อมให้นานเท่าไหร่ก็ตาม  ช่วงความเหนื่อยที่จะเกิน ๘๕ เปอร์เซ็นต์มันไม่ค่อยจะเกิด

พูดอีกที  เหมือนกับว่าแค่ ๘๕ หรือต่ำกว่านิดหน่อยนี่  กับการซ้อมติดต่อกันนานผ่านกว่า ๓ ปีมาแล้วนี่  แค่แตะคันเร่งนิดเดียว  เครื่องมันก็ปู้ดป้าดให้เราสนุกแล้ว  อาการโอเวอร์เทรนก็ไม่ใคร่จะเกิดได้ง่าย

ที่นี้ในกลุ่มนักกิฬาเพื่อการแข่งขัน  เขาอาจจะโอเวอร์เทรนได้ง่าย  เพราะช่วงระยะเก็บตัวเพื่อเข้าแข่งขันระยะสุดท้ายของโปรแกรมการฝึก  เขาจะเริ่มซ้อมในระดับ ๙๐-ถึงมากกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์  ถี่ขึ้นก่อนถึงช่วงลดระดับการซ้อม  เพื่อพักให้สดทันรับการแข่ง  

ความสมบูรณ์สุดๆเพื่อระดับการแข่งขันของเขาอยู่แถวๆนี้  และโอกาสที่จะพลิกกลับจากจุดสมบูรณ์ก่อนแข่ง  กลายเป็นโอเวอร์เทรนตอนวันแข่งจริง  ก็เพราะมันอยู่ใกล้ชิด..ติดกัน  จะเห็นบ่อยครับ..นักกิฬาสถิติการซ้อมดีกว่าการแข่งจริง

แต่อย่าไปว่าเขานะ..เพราะความเครียดก่อนแข่ง  ก็เป็นปัจจัยเสริมการเกิดโอเวอร์เทรนครับ

แล้วการซ้อมระดับนี้  ก็ไม่คงทน  ซ้อมเป็นเวลายาวนานก็ไม่ได้  จะโอเวอร์เทรน  ลดระดับการซ้อมไปแค่ไม่ถึงสามอาทิตย์  ก็ไม่เหลือระดับความฟิตที่จะไปแข่งกับเขา  เรียกว่าได้ก็ยาก  พอได้มาก็อยู่ไม่ทน  เราฝืนรักษามัน..ก็ไม่ได้ครับ

นักกิฬาระดับโลก  เขาถึงต้องเล็ง..  เล็งว่าจะเอาเหรียญรายการอะไรเป็นสำคัญ  ในตอนไหน  เพื่อจะซ้อมให้ได้พี๊คตรงนั้น  ไม่ลงจนเปรอะ..เพราะเขารู้ว่าร่างกายมันคงต่อการซ้อมและคงความฟิตไม่ได้ตลอดกาล  

มันเป็นรูปแบบคลื่นครับ  มีจุดสูงสุดและลงสุดและช่วงกลางๆ  จุดสูงสุดก็กะเอาไว้เอาเหรียญ  จุดลงสุดก็เอาไว้พัก..หลังแข่ง  จุดกลางๆซึ่งเป็นเวลาส่วนใหญ่  ก็เป็นการกลับมาสร้างฐานเตรียมแข่งรอบใหม่

เขียนท่อนนี้ยาวไปอีกนิด  เกินความตั้งใจที่จะทวนและรวบรวมเรื่องที่ค้าง  ก็เพราะมีใจคิดถึงคุณเฉาก๊วย  ว่าอาการเบื่อซ้อม  มันจะเจอและเป็นซ้ำๆกัน  พอควร  กว่าจะผ่านมันได้  ทั้งที่เราตั้งใจจะเล่นกิฬาเพื่อสุขภาพ  ซึ่งผมคิดว่าหากได้เล่นทุกวันเป็นโชคดีของเรา  ที่จัดเวลาดีๆให้กับตัวเราได้  ผมจึงเลือกที่จะเล่น ๖ วันในหนึ่งสัปดาห์

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.153.99 ]
25 ก.พ. 50  15:17:25 น. # 113

ผมตั้งใจจะเขียนต่อ  ในเรื่องที่เกี่ยวกับที่คุณเฉาก๊วยมุ่งประเด็นเรื่องลดน้ำหนัก  ผมมีตัวเรื่องยืนยันที่จะเขียนเล่าได้แบบมีประจักษ์พยานบุคคล..กลุ่มเพื่อนวิ่งแทบทุกคน  เริ่มหัดวิ่งในสภาพน้ำหนักเกิน..แบบหุ่นเถ้าแก่  ผ่านไปแค่ ๑ ปี  หลังจากอดทนหัดวิ่งแบบถนอมตัวสุดๆ  ทั้งเพื่อป้องกันการบาดเจ็บและสภาพร่างกายก็เอื้อแค่วิ่งได้ช้ามากๆอย่างนั้นเอง

แต่ด้วยความชอบและติดวิ่งของเพื่อนหุ่นเถ้าแก่  ผ่านไป ๑ ปีที่น้ำหนักเริ่มลงมาอยู่เกือบมาตรฐาน  และ ๒ ปีหลังที่เริ่มวิ่งโซน ๗๐-๘๕ เปอร์เซ็นต์ได้แล้ว  กินได้ไม่อั้น  ยืนยันอีกที..และจะยืนยันต่อครับ

เทียบกับการปั่นจักรยาน  อาจจะต้องปั่นกันวันละ ๓-๔ ชั่วโมงกระมัง  ถึงจะเผาผลาญได้ขนาดวิ่งแบบนั้นซักชั่วโมงถึงชั่วโมงครึ่ง

การวิ่ง..ก็คงดีตรงนี้ละครับ  ที่ใช้เวลาน้อยกว่า  พอจะทำได้ทุกวัน

วันนี้แค่จะนั่งนึกเรื่องหรือหัวข้อที่จะเขียนต่อ  เดินตรงๆได้แป้ปเดียว..ก็สะเปะสะปะไปเสียแล้ว  โดยยังไม่ได้คุยยาวกับคุณ kiat เลย  ทั้งๆที่ตั้งใจไว้ก่อน  ก็ขอผลัดต่อ

และผมเองก็ยังรอ..เสือแก่..มาเติมเรื่องกินน้ำต่ออีกซักนิด  ช่วยเข้ามาเฉลยที  ว่าร่างกายใช้วีธียังไง  ถึงจะหลอกสมองเราเพื่อการเติมน้ำให้พอต่อการเล่นนานกว่า ๓ ชั่วโมง  ที่ปลายความเห็น ๙๖ นะครับ  แฮ่..

เสือแก่
Member


เข้าร่วม : 06 พ.ย. 48
เปิดกระทู้ : 3 ครั้ง
ให้ความเห็น : 260 ครั้ง
26 ก.พ. 50  15:52:35 น. # 114

เอาล่ะครับ มารับช่วงต่อที่พี่เสือน้อย ส่งให้

  เรามาว่ากันต่อเรื่องการเติมน้ำกันเลยนะครับ

      สำหรับการเติมน้ำให้ร่างกายที่ออกกำลังต่อเนื่องกันนานกว่า 4ชม การดื่มน้ำเพียงอย่างเดียว กลับทำให้เกิดผลเสียตามมาครับ ยิ่งคนที่ต้องการเติมส่วนที่พร่องไป กะจะเอาให้เท่าเดิมกับส่วนที่ขาดไปนั้น แม้ว่าร่างกายมันจะฟ้องมาทางสมองว่าพอแล้วนะ หายหิวแล้วนะ ถ้าเรายังตะบี้ตะบันเติมไปเรื่อยๆ สิ่งที่จะตามมาก็คือ จะเกิดภาวะ โซเดียมในเลือดต่ำ หรือ Hyponatremia ที่ป๋าลู บอกไว้ตอนต้นกระทู้ เรื่องที่แม่บ้านคนหนึ่งที่เสียชีวิตจากการแข่งขันดื่มน้ำ เพื่อชิงรางวัลจนกระทั่งเสียชีวิตนั่นแหละครับ กรณีนั้นปกติไม่ค่อยเกิดง่ายๆหรอก ถ้าดื่มโดยที่ตัวเองไม่ได้ขาดน้ำเลยนอกจากจะเกิด โซเดียมในเลือดเจือจางมากแล้ว ยังแถมภาวะน้ำเกินเข้ามาอีกกระทง ถ้าไตเกิดหมดแรงจะขับน้ำที่เกินออกมาได้ทัน ก็เรียบร้อย ไม่สมัครใจอยู่อย่างที่เป็นข่าว น้ำท่วมปอด เม็ดเลือดแดงแตก ไตวาย โคมา
    
      เอ้า ขาดก็ไม่ดี เกินก็ไม่ดี เค้าถึงต้องเลือกทางเดินสายกลางไงครับ
  
      ถ้าดื่มน้ำเปล่าๆมากเกินไปอย่างที่เกิดเรื่องเศร้านี่ จะเกิดภาวะ โซเดียมในเลือดต่ำ น้ำเข้ามาในร่างกายมากเกินไป สิ่งที่จะตามมาก็คือ  น้ำที่เกินก็จะซึมเข้าไปในเซลล์ต่างๆ ของร่างกาย  ถ้าเป็นสมองก็เกิดสมองบวม อาการแรกๆคือกระสับกระส่าย มากขึ้นเรื่อยๆก็โคมาไปโน่น ถ้าน้ำซึมเข้าไปในเซลล์เม็ดเลือดแดง ถึงจุดหนึ่งที่เม็ดเลือดแดงเต่งมากๆเข้ามันก็แตก ส่วนประกอบของเซลล์เม็ดเลือดที่แตกถ้าไหลไปในไตก็ติดแผ่นกรองในไตไปไหนไม่ได้ ทีนี้ล่ะ ไตวายไปอีกอันล่ะ ตัวใครตัวมันล่ะ
ถ้ามันล้นเข้าไปในปอด ถุงลมก็แลกเปลี่ยนออกซิเจนไม่ได้ ก็น้ำแช่ชุ่มอย่างนั้น ออกซิเจนก็เช้าออกไม่ได้ ทีนี้หัวใจก็ต้องปั๊มเลือดไปปอดเพิ่มขึ้น ก็ออกซิเจนไม่พอนี่ หัวใจเองก็เต่งไปด้วยน้ำ ต้องมาปั๊มเลือดเพิ่มอีก นานๆเข้าชักหมดแรง อยากจะหยุดเต้นเอาดื้อๆได้

    อ่านไปอย่าเพิ่งตกใจพลอยไม่กล้าดื่มน้ำนะครับ กรณีอย่างนี้ก็เพิ่งได้ยินครั้งแรกครับ ดื่มน้ำจนตายเนี่ยะ พวกเราๆท่านๆ ทีออกกำลังกายจนเสียน้ำเกลือแร่ ส่วนใหญ่ จะขาดซะมากกว่า เติมยังไงมันก็ไม่เต็ม ยังไม่ถึงไหนเลยฮิๆๆ ปวดไหล่อีกแล้ว แล้วจะมาต่อนะ

เฉาก๊วย
New Member


เข้าร่วม : 20 ม.ค. 50
เปิดกระทู้ : 3 ครั้ง
ให้ความเห็น : 35 ครั้ง
26 ก.พ. 50  21:02:43 น. # 115

มาตามอ่านต่อครับ  

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.151.233 ]
26 ก.พ. 50  21:14:46 น. # 116

ขอเอ่ยปาก..ขอบพระคุณเสือแก่  ด้วยใจจริงเป็นอย่างยิ่ง  กับบทความเรื่องน้ำข้างต้นและที่จะมีตามต่อไป

ในฐานะเป็นสมาชิกการปั่นรอนแรมทางไกล  บทความท่อนบนเรื่องน้ำของเสือแก่  มีคุณค่ายิ่ง  เพื่อจะเป็นแนวทางการปฏิบัติตัวได้อย่างมั่นใจ

เพราะพอดี  พรรคพวกติดต่อตามตัวให้ปั่นเที่ยว  เริ่มเดินทางกันราว ๕ มีนาคม  

ดูท่าอากาศจะร้อนน่าดู  จึงจะได้ใช้บทความนี้ประเดิมการดูแลตัวและพรรคพวกร่วมกลุ่มกันต่อไป

และผมยังใคร่ที่จะขออนุญาตจากคุณเล็ก..เจ้าของกระทู้หากยังตามดูกันอยู่  และป๋าลู  ขอใช้กระทู้นี้  เป็นที่ชักชวนท่านอื่นโปรดร่วมแลกเปลี่ยนประสบการณ์  แตกแจกแจงเป็นรายละเอียดปลีกย่อยกันต่อเนื่องไป  

โดยให้มีเนื้อหาใจความเพื่อการออกกำลังกายเพื่อสุขภาพแบบแอโรบิค  ได้สมบูรณ์  เพื่อผลดีต่อทั้งร่างกายและจิตใจของคนทุกเพศทุกวัย  

และหวังจูงใจให้รู้เห็น  เป็นกิจกรรมที่ประเสริฐของคนที่จะใช้ชีวิตในวัยปลายด้วยการออกกำลังกาย

จึงขอรวมและชวนเชิญให้เป็นที่บอกเล่าประสบการณ์  การดูแลตนเองในการปั่นจักรยานท่องเที่ยว  ในถิ่นทุรกันดารหรือเพื่อการเดินทางแบบพอเพียง  เกี่ยวกับเรื่องโภชนาการการกินอยู่   เพื่อให้ร่างกายไม่โทรมจากการตรากตรำกรำแดดจากการเดินทางนั้น

ด้วยใจขอบคุณเสือแก่  มากครับ

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.152.250 ]
28 ก.พ. 50  10:29:55 น. # 117

เมื่อคืนสะดุ้งตื่นเพราะเพื่อน..หนึ่งในทีมกองเชียร์ของผม  โทรฯจากบ้านนครปฐมปลุกให้ลุกตื่นดูรายการคนค้นคน

เป็นตอนที่ผู้ทำรายการติดตามกลุ่มปั่นจักรยานเที่ยว ๔ แผ่นดิน

ผมเองตามข่าวเรื่องนี้ทั้งในตอนเป็นกระทู้เชิญชวน  จวนจบถึงกระทู้รายงานการปั่นของผู้เข้าร่วมโครงการ  ในกระดานข่าวของ www.trekkingthai.com  ในฐานะผู้ชมชอบการปั่นจักรยานเที่ยวทางไกลและคุ้นกับหลายๆคนที่เข้าไปเป็นสมาชิกการปั่นนี้

นั่งดูรายการทีวีรายการที่ว่าจนจบ  ตื่นเช้าไปคุยกับเพื่อนวิ่ง  ซึ่งชอบปั่นจักรยานเหมือนกัน..แต่ชอบแบบปั่นเพื่อการแข่งขัน..เพราะมีเวลาพอปั่นได้แค่วันเสาร์กะอาทิตย์

ต่างชื่นชมรายการที่วีดังกล่าว  ที่ฉีกแนวเสนอรายการปั่นจักรยาน  นำเสนอชีวิตของคนป่วยโรครูมาตอยที่เคยหมดหวังต่อการดำรงชีวิตให้พลิกสู้กับความเจ็บปวดจากโรคร้าย  ด้วยการปั่นจักรยาน  

และเขาทำได้ครับ..กับตลอดเส้นทางปั่น ๔ แผ่นดินของเขา  มากกว่า ๑,๕๐๐ กิโลเมตร  กะกับอีกท่านที่พิการขาขาดจากอุบัติเหตุ  ปั่นจักรยานบนเส้นทางนี้ร่วมกันโดยใช้ขาเทียม ๑ ข้าง  แถมระหว่างทางขาเทียมกลไกข้อพับชำรุด  ต้องให้ช่างลาวในพื้นที่ซ่อมให้  

ตลอดเส้นทางการปั่นเห็นสภาพความเจ็บปวด..ของนักปั่นผู้ป่วยรูมาตอยบรรยายให้นึกภาพได้ชัดว่า  มันเจ็บในกระดูกเหมือนเอาสว่านไฟฟ้าเข้าไปเจาะ  มันปวดทุกข้อทุกอันที่เป็นกระดูกในร่างกาย  

เห็นความมีน้ำใจของกลุ่มปั่นจักรยาน  ที่มีต่อคณะและชาวบ้านท้องถิ่น

ผมก็เพิ่งเห็นหน้าหมอกฤษฎา บานชื่น  ที่ผมแอบเป็นลูกศิษย์ท่านอยู่นาน  ก็จากรายการนี้  

จึงเอามาเล่าสู่กันฟังตรงนี้ด้วยครับ

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.152.174 ]
28 ก.พ. 50  14:51:17 น. # 118

เข้ามาเป็นรอบที่สองของวันนี้  คือเผอิญไปเห็นกระทู้ของคุณนัท  ถาม..มีอะไรที่ใช้เป็นตัวชี้วัดแทน HRM..

http://www.bikeloves.com/board_qa/topic_view.php?qID=7747

จึงมาขอต่อเรื่องการจับชีพจรต่อ  เพื่อวัดของหนักของการเล่น  แล้วจะค่อยไปอ่อยให้คุณนัท  เข้ามาทางนี้..เผื่อจะได้หลงทาง..ไปทางวิ่ง

ที่ค้างไว้ตั้งแต่ความเห็นที่ ๔๓  เรื่องการจับชีพจรและการใช้ประโยชน์

ขอเริ่ม ก.ไก่..กันอีกครั้งนะครับ  ซ้อมครับ..ซ้อมจับชีพจร  

น้องพยาบาล..ผู้สอนให้ผมคลำ  จับชีพจรนะครับ  เธอบอกว่าในฐานะมืออาชีพเรื่องการคลำ  เอ้ย..จับ..  หากจะจับชีพจรที่ข้อมือ  ต้องใช้..สามนิ้ว  ครับสามนิ้วที่ประกอบด้วยนิ้วชี้ นิ้วกลาง และนิ้วนาง  หากถนัดมือซ้าย  ก็ใช้สามนิ้วของมือซ้ายวางทาบลงบนข้อมือขวา  

โดยเริ่มวางนิ้วก้อยซ้ายก่อนอยู่ติดชิดเส้นพับของข้อมือตรงโคนก้อนเนื้อปลายนิ้วโป้งมือขวา

พูดใหม่ครับ..นึกถึงที่เธอสอนผม  เธอเริ่มให้ผมเอาปลายนิ้วก้อยซ้าย  อันเดิมแหละครับไล่ปลายนิ้วโป้งขวาไปตามขอบนอกของโป้ง  มาหยุดที่เส้นพับข้อมือ  หยุดอยู่ตรงนั้น

ครับ..เสร็จแล้ววางนิ้วซ้ายที่เหลืออีกสองนิ้ว  ก้อ..นิ้วกลางกะชี้ของซ้ายนะครับ  วางเรียงติดกะก้อยที่วางนำเอาไว้แล้ว  

แล้วที่นี้..ก้อ..กด..ครับกด..กดนิ้วกลางลงไปจะกดลงบนเส้นเลือดใหญ่ที่ข้อมือ  รู้สึกดังตุบ..ตุบ..ใช่ไหมครับ  ฮา..นั่นนะซิ  ผมว่าแล้ว

ก็นับซิครับ  ว่าในหนึ่งนาทีมันเต้นกี่ตุบ  บางคนอาจจะนับจำนวนตุบใน ๑๐ วินาที  แล้วคูณด้วย ๖

บางคนอาจจะนับจำนวนตุบใน ๑๕ วินาที  แล้วคูณด้วย ๔

ก็เป็นจำนวนตุบ..เอ้ย..อัตราเต้นของชีพจรใน ๑ นาที

เจ้าจำนวนเต้นของชีพจร  ที่นับที่ข้อมือดังว่า  ก็ถือได้ว่าเป็นอัตราเต้นของหัวใจ  ได้เหมือนกัน

แต่ยังมีข้อปลีกย่อยพอควร  วันหลังผมจะให้น้องพยาบาล  เธอสอนต่อนะครับ

แต่ที่เธอสอนมา  และผมเล่าต่อข้างบน  ก็พอจะใช้งานได้แล้วละครับ

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.152.174 ]
28 ก.พ. 50  14:52:47 น. # 119

ค่าตุบ..ตุบ..ที่ได้จากตอนฝึกจับบนรถเมล์  หรือตอนเวลาว่างที่เล่ามาแล้ว  ไม่ถือเป็นจริงเป็นจังนะครับ  ถือว่าหัดซ้อมมือ

ค่าที่ต้องการใช้งาน  ควรเป็นค่าที่จับตอนก่อนลุกจากที่นอนตอนเช้า  ค่านี้เรียกว่าชีพจรยามพัก

เอาค่านี้มาใช้ในเรื่อง

หนึ่ง..ดูความคืบหน้าของระบบหัวใจและระบบหายใจ  จากการออกกำลังแบบแอโรบิค  จะทำให้ชีพจรยามพักลดลง..แบบว่าเอาไว้ปลื้มใจเป็นผลงาน..ง่ะ

สอง..เอาไว้ตรวจเช็คสภาพร่างกายว่าจะเริ่มโอเวอร์เทรนหรือไม่  คือตำราท่านว่าเช้าใดที่สูท่านจับชีพจรยามเช้าแล้วมันเต้นเกินกว่าปรกติซัก ๑๐ เปอร์เซ็นต์นี่  ตำราแนะนำว่าขอสูท่านจงโปรดได้พักและผ่อนร่างกายเถิด  อย่าไปออกกำลังกายอีกเลย  แบบว่าควรพักแล้วละครับ  จนกว่าได้ชีพจรตัวเก่ากลับมา

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.152.174 ]
28 ก.พ. 50  14:56:26 น. # 120

สาม..ถึงตอนที่คุณนัทถามแล้วละครับ  

ข้างต้นถือว่าหลอกให้ติดตามนะครับ  แต่ก็พอมีเรื่องพอให้ทราบเหมือนกัน  คือวิธีการจับชีพจร

ที่คุณนัทถาม..มีอะไรที่ใช้เป็นตัวชี้วัดแทน HRM ได้ไหมครับ..

ก็ใช้ชีพจรครับ  

โดยขั้นแรกคุณนัทต้องรู้ในเรื่องอัตราเต้นหัวใจสูงสุด  หากคุณนัทยังไม่ทราบวิธีหา  ขอแนะนำให้เลื่อนขึ้นไปดูที่ความเห็นลำดับที่ ๖๑ เพิ่มเติมนี้ดหนึ่ง..ก่อนนะครับ

แต่หากทราบแล้ว..ก็ขออภัยด้วย  ที่เผลอโฆษณาออกไป..ฮา

สมมุติคุณนัท..อายุเท่าผม..อย่าฮา..นะครับ  ๕๗ ปี

อัตราหัวใจเต้นสูงสุด  เท่ากับ  ๒๒๐ ตั้ง  ลบออกด้วยอายุเรา  คือ ๕๗  ได้ผลลัพธ์คือ ๑๖๓

คุณนัทต้องการปั่นให้เหนื่อยที่ ๕๕-๖๕ เปอร์เซ็นต์ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด

เท่ากับ ๐.๕๕ คูณ ๑๖๓ เท่ากับ  ๙๐
และเท่ากับ ๐.๖๕ คูณ ๑๖๓ เท่ากับ ๑๐๖

เขียนให้ดูง่าย..อีกซักครั้งนะครับ

คุณนัทต้องการปั่นให้เหนื่อยที่ ๕๕-๖๕ เปอร์เซ็นต์ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด  จะเท่ากับ ๙๐-๑๐๖ ครั้งต่อนาทีครับ

สมมุติคุณนัท  เลือกใช้วิธีจับชีพจรวัดความเหนื่อย

สมมุติให้คุณนัทเลือกวิธีจับชีพจร  ใน ๑๐ วินาที  คือพอจะจับได้ก่อนที่ปั่นแล้วเค้เก้ลงข้างทาง

จำนวนตุบที่พึงจับได้ใน ๑๐ วินาที  ก็จะเท่ากับ ๙๐หาร ๖ ได้ค่า ๑๕ ตุบ  

และอีกค่าหนึ่ง  คือ  ๑๐๖  หาร ๖  เท่ากับ  ประมาณ ๑๗ ตุบ

เขียนให้ดูง่าย..อีกซักครั้งนะครับ  แบบขออีกครั้ง

คุณนัทต้องการปั่นให้เหนื่อยที่ ๕๕-๖๕ เปอร์เซ็นต์ของอัตราการเต้นหัวใจสูงสุด  จะเท่ากับ ๙๐-๑๐๖ ครั้งต่อนาทีครับ  หรือจับชีพจรใน ๑๐ วินาที  จะได้  ๑๕ ตุบ ถึง ๑๗ ตุบ  ครับ

คือเมื่อปั่นได้ราบเรียบและเกิน ๑๕ นาทีแล้ว  หยุดปั่น  ให้จับและนับชีพจรทันที

การจับชีพจรที่ข้อมืออาจจะไม่สะดวกสำหรับการปั่นจักรยาน  จับที่คออาจจะสะดวกกว่า

ยังไง..ยังไง..หากป๋าลูเจ้าของและผู้ดูแลเวป  เห็นว่าไม่ปลอดภัยและไม่แนะนำ  โปรดมาเซ็นเซอร์ด้วยนะครับ  เดี่ยวจะต้องรับผิดชอบที่มีผู้อ่านแล้วหลงเชื่อไปทำตามเกิดอุบัติเหตุเป็นอันตราย  แล้วยุ่งเลย  

อย่าฮา..นะครับ  แบบมีซีเรียสและมีกังวลนิดๆ   

นัท
Unregistered

[ 203.113.15.246 ]
28 ก.พ. 50  15:58:51 น. # 121

ขอบคุณ คุณเสือน้อยมากครับ ที่ทำให้ผมพอรู้วิธี แต่วิธีวัดที่คอเนี่ยจับที่ตรงไหนของคอครับ เส้นเลือดเส้นไหน ผมจับเป็นแต่ที่ข้อมือครับ

lucifer
Grand Member


เข้าร่วม : 23 ก.ย. 45
เปิดกระทู้ : 82 ครั้ง
ให้ความเห็น : 5167 ครั้ง
28 ก.พ. 50  22:04:56 น. # 122

คลำลูกกระเดือกให้เจอนะครับ แล้วเอานิ้วไล่ตามลูกกระเดือกจากตรงกลางไปหาลำคอด้านข้าง  นิ้วจะไปสัมผัสกับร่องกล้ามเนื้อ และอาการกระแทกนิ้วของเส้นเลือดแดงใหญ่ที่มีชื่อว่า Common carotid artery ครับ

lucifer
Grand Member


เข้าร่วม : 23 ก.ย. 45
เปิดกระทู้ : 82 ครั้ง
ให้ความเห็น : 5167 ครั้ง
01 มี.ค. 50  12:24:27 น. # 123

ครบ 3สัปดาห์แล้ว  เสือแก่ซ่อมไหเสร็จแล้วยังครับ

kiat 08-19701063
Unregistered

[ 202.151.4.43 ]
01 มี.ค. 50  14:40:38 น. # 124

สวัสดีครับคุณเสือน้อย
ไม่ทราบว่าตอนนี้เรื่องออกกำลังแบบArobic จบแล้วยังครับ อ่านไปอ่านมาชักสับสนจำไม่ค่อยจะได้ เอาเรื่องโน้นมาปนกับเรื่องนี้เลยมั่วไปหมด(เข้าไปอ่านทุกเรื่องที่มีในกระทู้) สงสัยว่าจะแก่แล้วจริงๆ  ดีใจที่รู้ว่าคุณเสือน้อยเป็นคนบ้านไกล้เรือนเคียงกัน หากมีโอกาสคงได้พบตัวจริง ผมทำงานอยู่ที่ กฟจ.รน. หากได้แวะมาก็ระนองก็อย่าลืมมาทักทายกันบ้างนะครับ ถามใครในที่ทำงานก็รู้จักหมดเพราะทั้งสำนักงานมีปั่นจักรยานอยู่คนเดียว ตอนนี้พยายามจะชักชวนเพื่อนๆให้หันมาปั่นจักรยานออกกำลังกายกัน แต่ก็ยังไม่มีใครสนใจ  ปั่นคนเดียวมาได้ 4 เดือนแล้ว ได้ระยะทางประมาณ 2,700 ก.ม. ก็ได้ความรู้จากกระทู้ต่างๆนี้แหละมาเป็นอาจารย์ คิดว่าจะต้องหา HRMมาใช้สักตัวแล้วละ จะได้สมบูรณ์แบบ อ้อ ลืมบอกไปว่าผมไม่เคยคิดจะเข้าแข่งขันเลย เอาไว้ออกกำลังกายกับท่องเที่ยวเท่านั้น แต่อยากจะฝึกฝนไว้เวลาออกทริปจะได้ไม่เป็นภาระกับเพื่อนๆมากนัก  
ขอให้คุณเสือน้อยมีสุขภาพแข็งแรงนะครับ

เสือแก่
Member


เข้าร่วม : 06 พ.ย. 48
เปิดกระทู้ : 3 ครั้ง
ให้ความเห็น : 260 ครั้ง
01 มี.ค. 50  16:21:59 น. # 125

ไหผมซ่อมเกือบเสร็จแล้วป๋าลู เมื่อวานลองเอาออกซ้อมนิดหนึ่งยางมาแบนซะนี่....  สงสัยมันคงอยากให้พักต่ออีกหน่อย ฮิๆๆ

     ส่วนเรื่องน้ำที่พี่เสือน้อยถามถึง จะพยายามลงให้ทันก่อนพี่ไปทริปทางไกลนะครับ จริงๆแล้วเรื่องนี้เราคงทราบกันมาก่อน เพียงแต่ว่าอาจจะสงสัยว่าทำไมต้องเติมนั่นเติมนี่ โซเดียมหรือเกลืออย่างหนึ่งละ อีกอันหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กันคือ น้ำตาลครับ เรื่องนี้มี อินซูลินเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย และ ล่าสุด เค้าว่าจะให้ดีกว่านี้เติมโปรตีนเข้าไปด้วยแต่ต้องเดิมให้ได้อัตราส่วนที่พอเหมาะนะ  ถ้าได้สูตรนี้สุดยอดเลยครับ

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.154.119 ]
02 มี.ค. 50  23:23:59 น. # 126

วันสองวันนี้..เด็กวิ่งรอกรับส่งม้วนหนังไม่ทันป้อนเครื่องฉาย  ครั้นจะปล่อยให้จอขาวก็ใช่ที่..

ก็ขอรื้อหนังม้วนเก่าที่เคยฉายแล้ว  ให้ดูซ้ำหน่อยนะครับ  เรื่อง..  
การโด้ป..ด้วยน้ำตาล..???
http://www.bikeloves.com/board_qa/topic_view.php?qID=7517

เพื่อให้เสือแก่วิเคราะห์ต่อ  อาจจะเกี่ยวกับผมคงจะเจออาการเสียเกลือแร่มากระหว่างเดินทาง  เพราะไม่เคยพกพวกเกลือแร่เลย..เอาแต่ดื่มน้ำอย่างเดียว    

แต่ที่จะเดินทางงวดนี้..ซื้อตุนเตรียมเอาไว้..พร้อมแล้ว  

เหลืออย่างเดียวรอคำแนะนำว่าจะให้กินยังไง  ตอนไหน  แบบเทคนิคการหลอกสมองนี่  ฮา..แบบไม่ได้เอ่ยปากทวงนะนี่

ขอบคุณเสือแก่  ที่อาทร  งวดนี้ผมจะข้ามแดนเข้าเวียดนามตอนกลาง  โดยผ่านลาวใต้ที่ช่องแม็ก  ราวอาทิตย์หน้า  กลับเข้าทางด่านมุกดาหาร ซักปลายเดือนครับ  

ตอนนี้ก็รื้อรถ รื้อของ เตรียมของ  พรุ่งนี้ก็ประกอบเป็นคันเป็นกระเป๋า  จบเรื่องเตรียมตัวเดินทางครับ

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.154.119 ]
02 มี.ค. 50  23:27:47 น. # 127

และตอนนี้ขอหยุดเครื่องฉาย  คุยกับคุณ kiat หน่อยนะครับ

ขอบคุณ..คุณkiat มากครับ  ที่กรุณาให้หมายเลขโทรฯ  ผมเก็บเข้าเครื่องมือถือแล้ว  มีโอกาสจะไปเยี่ยมครับ

เดิมทีตั้งใจว่าช่วงเช็งเม้งนี้  จะไปเยี่ยมบ้านที่ชุมพรแล้วจะแวะไประนอง  คิดถึงขั้นจะเตรียมวีซ่าเข้าพม่า  นั่งเรือจากระนองไปเกาะสอง  จุดล่างใต้สุดของพม่าแล้วลุยปั่นอินแลนด์  กะเอาถึงร่างกุ้งหรือเลยไปมันฑเลย์กันทีเดียว  

แต่..ถูกครอบครัวบังคับให้ขับรถยนต์ไปพร้อมกับพี่น้องซะแล้ว  กลายเป็นต้องมีภาระขับรถ..รีบกลับกรุงเทพ  เพราะคนอื่นเขายังต้องทำการทำงานประจำกันอยู่  ส่วนผมหนะ..เที่ยวเสียอย่างเดียวแล้วละครับ  อ้อ..ตอนนี้มี hobby นั่งเขียนอะไรเล่นอยู่แถวนี้ละครับ..ฮา

ไว้โอกาสหน้าครับ  กับทั้งเรื่องแวะไปหาคุณkiatที่ระนอง  และเที่ยวพม่า  

แต่..จริงๆแล้วทุกแหล่งข้อมูลที่ผมอ่านเจอตอนนี้  ก็ยังไม่สะดวกที่จะปั่นเที่ยวเชื่อมทางระหว่างเมืองของพม่า  

และดูเหมือนทางการพม่าเขาก็ยังไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้าไปในแถบนี้  การที่จะต่อยอดปั่นไล่ขึ้นไปทางเหนือดังว่าก็คงจะยังทำไม่ได้  

ก็คิดแต่เพียงว่า..จะเข้าไปดูพื้นที่จริงที่เกาะสองก่อน  เดินทางต่อได้..ก็ไปต่อ  ไม่ได้ก็กลับฝั่งระนอง

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.154.119 ]
02 มี.ค. 50  23:29:32 น. # 128

ส่วนที่คุณkiat บ่นว่ามึนจริงๆ  กับการเขียนเรื่อง aerobic  อ้อ..ผมมีเขียนผิดเป็นแบบตก e ไปตัวนึงในความเห็นที่ ๑๐๕ ขออภัยเพิ่มเติมนะครับ  จากที่เคยขอมาหลายครั้งก่อนหน้านี้แล้ว

คุณkiat บ่นมึนถึงขนาดถามกันตรงๆทำนองว่า  นี่ๆ..ถามหน่อยเถอะ  เจ้าเรื่องแอโรบิคหนะ..มันจบหรือยัง

ผมนี่อายเลยนะครับ..

ที่จริงกระทู้นี้คุณเล็ก..ผู้ตั้งกระทู้ถาม  ซึ่งหากตอบให้รวบรัดก็ซักสี่บรรทัดกระมัง  ก็น่าจะได้ใจความครบสมบูรณ์  ผมนี่ชักใบให้เรือแล่นอ้อมโลก..ลากยาวเรื่อยเปื่อย  

คือผมเกิดรู้สึกอยากบรรยาย..ความรู้สึกที่เกิดระหว่างเล่นแอโรบิค  การเรียนรู้และพิเคราะห์ความเจ็บปวดและพัฒนาการของร่างกาย  ตลอดจนการกินการดื่ม  ถึงการพักผ่อนเพื่อการทำซ้ำในการนี้  ซึ่งพวกนี้มันเป็นศาสตร์ที่ควรรู้พอควรครับ  และลึกๆคือการสร้างมิตรภาพของชุมชนที่นี่

จากที่ผ่านมา..ร่วมเกือบ ๕ ปี  ที่ผมเข้ามารบกวนปรึกษาปัญหาจากการเล่นทั้งเรื่องที่เกิดกับตัวผมและเพื่อนๆ  เรียกว่าเป็นฝ่ายได้แต่ข้างเดียว  จนรู้สึกซึ้งถึงใจในการอุทิศตัวของป๋าลูและอีกหลายท่าน  ที่ช่วยเขียนตอบในการถามของผมแต่ละครั้ง  และผมยังหวังที่จะได้คำแนะนำต่อการถามของผมที่ชุมชนนี้  ต่อไปข้างหน้า  เช่นเคย

ส่วนผมเล่นๆไปและประกอบกับชอบอ่าน  ก็คล้ายกับเริ่มเก็บสะสมประสบการณ์ตรงมาบ้าง  ก็นึกคิดจะตอบแทนคุณของชมรมชุมชนที่นี่  บวกกับเริ่มทำตัวให้ว่างเอาสนุกกับเรื่องที่เราชอบ  คืออยากเขียน

ก็เลยกลายเป็นเขียนวนจนคุณ kiat ออกปากมึนหัว  อย่าเพิ่ง..ฮา..กันนะครับ

ย้อนถึงตอนที่ผมเอ่ยปากนึกถึงคุณ kiat  ในตอนความเห็นที่ ๘๖ ช่วงนั้นใจนึกถึงคุณ kiat  ที่เล่าให้ฟังกันว่าปั่นทำรอบขาอยู่มันๆพอสบายๆ  เจอพรรคพวกชวนปั่นอัดขึ้นเขา  หัวอกหัวใจมันแทบหลุดออกจากยวง  

ก็พอนึกภาพออกครับ  กับอาการเหนื่อยขนาดนั้น

พอดีเจอพี่ที่เขาเคยครองถ้วยรุ่นอายุ ๕๐-๖๐ อยู่แถวพัทลุง  แต่ปัจจุบันย้ายมาดูแลลูกๆที่กรุงเทพแบบคนเกษียณแล้ว  ปั่นเที่ยวกับผมบ่อย

พี่เขานั่งบ่นให้ผมฟัง..ว่าร้างลาวงการแข่งซักไม่ถึง ๑ ปีใช้เวลาส่วนใหญ่ปั่นเที่ยวทางไกล  

กลับไปเยี่ยมบ้านพัทลุง  ไปปั่นตามพวกที่ซ้อมตอนเย็นกลุ่มหาถ้วยก๊วนเก่า

พี่เขาก็แทบคายของเก่า  ในช่วงอัดหนัก  ความสามารถในการปั่นเที่ยวกันทั้งวันนี่  เอาไปใช้กับพวกอัดหนักเอาความเร็วไม่ได้เลย  คนละเรื่อง

ก็คิดว่าจะเขียนเล่าเรื่องให้คุณ kiat ฟัง..ว่าการปั่นจักรยานเที่ยวแบบทนปั่นกันเป็นวันๆนี่  ทำได้ง่ายกว่าการฝึกเพื่อความเป็นเลิศเพื่อการแข่งขันหลายร้อยเท่า  เพียงต้องทนเจ็บก้นเจ็บมือและความปวดเมื่อย  แต่หัวอกหัวใจจะไม่โดนหนักเท่าที่คุณkiat โดนจนแทบกระเด็นออกทางปาก  

ที่ผมเปรยแต่ต้นว่า  เทียบการว่ายน้ำ จักรยาน และวิ่ง  ดูเหมือนว่าวิ่งจะโหดกว่าจักรยาน  กว่าจะวิ่งเพื่อออกกำลังกายได้สนุก  ก็ต้องฝึกกันนาน      

ก็ในแง่มุมมองดังกล่าวข้างต้น  สำหรับขอบเขตเพื่อการออกกำลังกาย  แค่นั้นนะครับ

เพราะจักรยาน..ปรับความหนักเบาได้เหมาะกับผู้เล่นทุกสภาพของโรคาพยาธิที่ตนมีอยู่

แต่พอเป็นการเล่นเพื่อหวังความเป็นเลิศของการแข่งขัน  ก็เป็นเรื่องที่น่าจะยากเกินสำหรับผมเช่นกันครับ  แฮ่..

แล้วตอนนี้คุณ kiat ยังวิ่งอยู่หรือเปล่าครับ

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.154.119 ]
02 มี.ค. 50  23:34:11 น. # 129

อ้าวๆๆ..ในความเห็นที่ ๑๑๘ ของผม  คนข้างบ้านตะโกนถามว่าเจ้านิ้วก้อยไปเกี่ยวอะไรด้วย  ตอนใช้จับชีพจร

โทษที..ขอโทษอีกที  เผลอไปอีท่าไหน  ต้องการที่จะบอกว่า..นิ้วนาง..หนะครับ  แหมลืมนิ้วที่เคยสรวมแหวนหมั้นให้คนในบ้าน  ธ่อ..

ขอแก้จาก..นิ้วก้อย..เป็น..นิ้วนาง..นะครับ  เดี๋ยวจะผิดไปจากครูที่เคยสอนผม

เสือแก่
Member


เข้าร่วม : 06 พ.ย. 48
เปิดกระทู้ : 3 ครั้ง
ให้ความเห็น : 260 ครั้ง
03 มี.ค. 50  14:22:49 น. # 130

มาต่อเรื่องน้ำกันดีกว่าครับ

ระบบระบายความร้อนที่ดีที่สุดของร่างกายเราเวลาขี่จักรยานคือ ระบายผ่านผิวหนัง โดยเลือดจะนำความร้อนมาที่ผิวหนัง แล้วปล่อยความร้อนออกจากร่ายการโดยการระเหยของเหงื่อ

ปริมาณเหงื่อท่ออกจากร่างกายนั้น เยอะพอควรเลยแหละ ดูจากตาอาจจะไม่แน่นอน เพาะเหงื่อมันออกทั้งในที่โล่งแจ้งให้เห็นจะๆ กับอีกส่วนหนึ่งออกในที่ลับๆ ซึมซับไปกับเสื้อผ้า ระเหยไปก็เยอะ หยดลงพื้นอีกส่วนหนึ่ง  เราจะวัดได้อย่างไรว่าเราเสียเหงื่อไปมากน้อยแค่ไหน จะตวงก็ไม่ได้ ก็เลยต้องวัดกันจากน้ำหนักตัวที่พร่องไปหลังขี่จักยานนั่นแหละครับ

แม้ใสภาพอากาศเย็นสบายๆ อากาศไม่ชื้นมาก การขี่จักรยานยาวๆ นานๆ อาจจะทำให้เราเสียน้ำทางเหงื่อ โดยถ้าวัดจากน้ำหนักตัวที่ลดลง พบว่าน้ำหรักตัวเราจะลดลงประมาณชั่วโมงละ 2-9ขีด เกือบโลแน่ะ  นี่แค่อากาศเย็ยสบายความชื้นไม่สูงนะครับ ถ้าอากาศแบบบ้านเรานอกจากจะร้อบตับแทบแตกแล้ว ความชื้นก็ยังค่อนข้างสูงมาก อัตราการเสียเหงื่อนี่ยิงสูงกว่านี้ครับ และถ้าเราไม่เติมน้ำที่ขาดไปได้พอก็มีโอกาสจะลมได้ ที่เรียกกันติดปากว่าลมแดดนั่นแหละครับ

   ลมแดดมีอาการต่างกันตามปริมาณน้ำที่เราขาด

Heat exhaustion
เกิดจากปริมาณเลือดในร่างกายลดน้อยลงจากน้ำที่ขาดหายไป เลือดที่ส่งไปยังผิวหนังและกล้ามเนื้อลดปริมาณลง เนื่องจากร่างกายต้องส่งเลือดไปยังอวัยวะที่สำคัญกว่าเช่นไต สมอง หัวใจ และอวัยวะภายในต่างๆ อาการแรกคือ เราจะอ่อนเปลี้ยเพลียแรง กล้ามเนื้ออ่อนระทมระทวย กดบันไดแทบไม่ไหว รู้สึกจะเป็นลม ปวดหัว คลื่นไส้ ถ้าเกิดอาการนี้ให้รีบหยุดขี่จักรยานทันที หาที่ร่มๆเย็นๆอากาศถ่ายเทได้สะดวก ดื่มน้ำทันทีที่หาได้ หาผ้าชุบน้ำเย็นๆโปะตามร่างกายเพื่อช่วยระบายความร้อนให้ได้มากและเร็วที่สุด ถ้าอาการไม่ดีขึ้น รีบโทร1669 ศูนย์บริการทางแพทย์ฉุกเฉิน ซึ่งจะมีเครื่องข่ายเชื่อมโยงกันทั่วประเทศครับ สถานที่เกิดเหตุอยู่ที่ไหน โรงพยาบาลที่อยู่ใกล้ที่สุดจะเข้าไปให้การช่วยเหลือได้เร็วที่สุด

  Heat stroke
อันนี้หนักและน่ากลัวกว่า อันแรกเยอะ ถึงตอนนี้ระบบระบายความร้อนของร่างกายจะเสียไป เหงื่อจะไม่ออก ความร้อนที่เกิดจะคั่งค้างในร่างกายอย่างรวดเร็ว  ผิวหนังจะแห้ง เนื่องจากไม่มีเหงื่อออกมา อุณหภูมิในร่างกายจะสูงเกิน40.5องศา ชีพจรจะเต้นเบาและเร็วมาก บางคนอาจจะเป็นลและหมดสติไป ถึงตอนนี้ ตั้งสติให้ดีครับใครที่อยู่ในเหตุการณ์ โทร 1669ก่อนเลย ให้รถพยาบาลมาถึงให้เร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ หาผ้าชุบน้ำเย็นห่อตัวผู้ป่วยไว้ เอาให้โชกๆชุ่มๆทั้งเลยครับ ถ้าคนป่วยยังมีสติอยู่ให้ดื่มน้ำเย็นๆ แต่ถ้าหมดสติไม่ต้องนะครับ เดี่ยวจะสำลักยุ่งหนักกว่าเดิม ไปถึงโรงพยาบาลเดี๋ยวหมอเค้าเติมให้เอง

อ่านแล้วชักเครียด เรามาหาวิธีป้องกันกันดีกว่า กันดีกว่าแก้ แย่แล้วจะแก้ไมทัน โดยเฉพาะHeat stroke นี่น่ากลัวกว่าทีคิดนะครับ

ไหนใครเคยขี่จักรยานระยะทางยาวๆซัก80กมบ้าง  เอาวันที่ร้อนๆหน่อยแบบอากาศบ้านเราตอนนี้เลย  ขี่อัดกันเป็นกลุ่มไม่มีใครยอมใคร น้ำซัก2 กระติกพอไหม หลายคนบอกสบาย ..เหลือเฟือ

เรามาดูข้อเท็จจริงที่เค้าหามาให้ เค้าเอานักจักรยานมาชั่งน้ำหนักหลังการขี่ที่ค่อนข้างหนักในวันที่อากาศร้อนๆ 75 กมนี่ น้ำหนักตัวลดลง 2.7-3.6กก โน่น แล้วน้ำ2กระติกนี่ เติมส่วนที่ขาดไปได้เท่าไหร่ คำนวนคร่าวๆมันเติมได้แค่ 1กิโลกับ2ขีดแค่นั้นเองครับ

   จะทำอย่างไรดี มีวิธีไหน ที่จะทำให้เราสามารถขี่จักรยานระยะทางไกลๆ นานๆ โดยที่เกิดผลข้างเคียงจากภาวะขาดน้ำให้น้อยที่สุด การได้ดื่มน้ำอย่างเพียงพอจะช่วยให้ร่างกายาสามารถควบคุมอุณหภูมิได้อย่างเหมาะสม กล้ามเนื้อสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่

    ข้อแรก

ปรับร่างกายให้คุ้นเคยกับสภาพอากาศที่เราจะต้องเจอในวันที่ขี่จริง  
ร่างกายจะสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศร้อนๆ ได้ต้องใช้เวลาอย่างน้อย5-10 วันครับ
    ก่อนจะออกทริปหรือแข่งทัวร์ที่คาดว่าต้องเจออากาศแบบนี้ ต้องซ้อมขี่วันละ1-1.5ชม ในอากาศที่ใกล้เคียงกับของจริงอย่างน้อย5-10 วัน ไปนั่งตากแดดเฉยๆก็ไม่ได้นะครับ ต้องซ้อมด้วย สิ่งที่จะตามมาก็คือ ร่างกายจะสามารถควบคุมอุณหภูมิได้ดีขั้น เจอแดดร้อนๆเหมือนกันคนที่ปรับตัวได้ดีกว่าชีพจรจะเต้นช้ากว่า โอกาสจะเป็นลมแดดก็จะต่ำกว่า

ข้อที่สอง

ถ้าสามารถเลือกขี่ได้ พยายามเลือกช่วงเวลาที่อากาศเย็นที่สุดของวัน วันไหนต้องขี่ไกลมากๆ อาจจะต้องออกเดินทางแต่เช้ามืด หรืออาจจะต้องพักช่วงที่แดดัดมากๆ ไปขี่ต้องช่วงเย็นก็ได้

ข้อที่สาม

วันไหนมันร้อนจริงๆหลีกเลี่ยงไม่ได้  อาจจะต้องลดระยะทางขี่ให้สั้นลง หรือ ขี่ให้ช้าลง

ข้อที่สี่

พยายามเลือกสวมเสื้อผ้าที่สีอ่อนๆ หลวมนิดๆ และหาเนื้อผ้าที่ไม่อมเหงื่อระบายความร้อนได้ดี ไม่แนะนำให้สวมเสื้อแขนยาวหรือกางเกงแขนยาวครับ ผิวหนังบริเวณแขนขานี่แหละครับแหล่งระบายเหงื่อกับความร้อนชั้นหนึ่งเลย อันนี้ผมเคยลองกับตัวเอง อยู่ๆเกิดอยากหล่อกลัวดำ ใส่ปลอกแขนปลอกขาไปซ้อม ชีพจรสูงกว่าปกติตั้งเกือบ 10beatแน่ะ

ข้อที่ห้า

ในกรณีที่ต้องขี่ติดต่อกันหลายๆวัน ถ้าเป็นไปได้ ชั่งน้ำหนักตอนเช้าทุกวัน วันไหนน้ำหนักตัวลงลงเกิน(ประมาณ) 1-1.5 กก แสดงว่าเราเติมน้ำไม่พอ หลังอาหารและตอนเย็นให้ดื่มน้ำมากๆครับ

ข้อสุดท้าย

เราต้องรู้จักที่จะเลือกและดื่มให้ถูก นั่นคือต้องเลือกเติมเกลือ น้ำตาล ในน้ำให้ได้ในอัตราส่วนที่พอเหมาะ ระยะเวลาความถี่ที่ต้องดื่ม จะแถมเรื่องการเติมพลังงานสำหรับกล้ามเนื้อเพื่อให้เก็บไกลโคเจนไดทันสำหรับการขี่จักรยานในวันต่อไปให้ด้วย  ข้อนี้ยาวหน่อย จะมาต่อให้ทันพี่เสือน้อยก่อนออกเดินทางแน่นอนครับ

เสือแก่
Member


เข้าร่วม : 06 พ.ย. 48
เปิดกระทู้ : 3 ครั้ง
ให้ความเห็น : 260 ครั้ง
03 มี.ค. 50  16:41:41 น. # 131

เราเติมเกลือลงในน้ำที่จะต้องดื่มหลังการขี่ที่นานกว่า1ชม ชึ้นไป เติมไปเพื่อหลอกร่างกายเรื่องศูนย์กระหายน้ำที่ผมว่ามาตอนต้นนั่นแหละครับ มันจะทำให้เราดื่มน้ำได้มากขึ้น หายกระหายน้ำได้ช้าลงกว่าการดื่มน้ำเฉยๆ นอกจากนั้นมันยังช่วยเติมเกลือแร่ที่ออกไปพร้อมๆเหงื่อด้วย

ความเข้มข้นล่ะเท่าไหร่ดี จะเอาเข้มมากๆเลยดีไหมจะได้หลอกร่างกายได้มากๆ ลองดูก็ได้ครับ ลองเติมแบบเค็มๆดู แล้วจะรู้ครับว่า ตอนกระหายน้ำมากๆแล้วดื่มน้ำเกลือนี่ นรกชัดๆเลย นอกจากจะกระหายหนักกว่าเดิมแล้ว ท้องไส้ปั่นป่วน พลอยจะไหลกลับออกมาทางเดิมอีก ทีนี้ขาดน้ำกว่าเดิมอีก เพราะว่าถ้าเข้มข้นมากไป มันดูดซึมไม่ได้ครับ  ความเข้มขันของเกลือที่พอเหมาะคือ   เกลือ( โซเดียม)  75มิลลิกรัมต่อน้ำ 225ซีซี ซึ่งนอกจะทำให้ร่างกายดูดซึมได้ดี แล้วยังทำให้รสชาติและความเข้มข้นที่จะกระตุ้นให้ดื่มน้ำได้ดีขึ้น แต่ว่าแล้วเราจะผสมยังไงดีล่ะ… จะขี่รถเช้านี้แล้ว ขืนมานั่งคำนวนเกลือแร่ผสมน้ำนี่คงยุ่งยากพิลึก เอาง่ายที่สุด แต่ลงทุนหน่อย ก็น้ำเครื่องดื่มเกลือแร่ที่มีวางขายตามตู้แช่นั่นแหละ พวกนี้ใช้สูตรความเข้มข้นประมาณนี้ทั้งนั้น  แต่ถ้าจะเอาประหยัด พกพาง่าย ราคาถูกกว่า ก็แบบผงผสมน้ำครับ เดี๋ยวนี้มีให้เลือกหลายรสชาติ มีการเติมกลิ่นให้น่าดื่มมากขึ้น มีข้อแม้อย่างเดียว ให้ผสมน้ำตามที่เค้ากำหนดไว้

    มีที่น่าสังเกตอีกอย่างหนึ่งก็คือ น้ำ หรือ ผงเกลือแร่ ทุกสูตรทุกยี่ห้อ จะต้องมีน้ำตาล ตัวใดตัวหนึ่ง ผสมด้วยเสมอ ทำไมครับ

   เค้าพบว่าน้ำตาลกับเกลือแร่ ถ้ามันเข้าไปอยู่ในท้องเราพร้อมๆกันกับน้ำ มันจะช่วยเสริมฤทธ์ซึ่งกันและกันในการดูดซึมครับ คือ น้ำตาลจะช่วยให้ลำไส้ดูดซึมเกลือได้ดีขึ้น และเช่นกัน เกลือจะช่วยให้ลำไส้ดูดซึมน้ำตาลได้ดีขึ้น  แล้วทั้งเกลือและน้ำตาลนี่เองตอนที่มันถูกดูดซึมมันจะดึงน้ำเขาไปพร้อมกันกับมันด้วย  

   การขี่จักรยานที่นานเกิน1ชมขึ้นไป แนะนำว่า ให้ดื่มน้ำดื่มเกลือแร่ ประมาณ200-250 ซีซี ทุกๆ 15-20 นาที ดื่มมากกว่านี้ได้ไหม ได้แต่จะจุกซิครับ ร่างกายมันดูดซึมไม่ทัน ค้างเติ่งในกระเพาะนั่นแหละลองซดน้ำซักลิตรหนึ่งตอนกระหายน้ำมากๆ แล้วขี่จักรยานไปด้วยแล้วจะพบความจริง  

   ปริมาณน้ำ 200กว่าซีซีนี่ พอดีที่กระเพาะลำไส้จะดูดซึมไปใช้ได้สบายๆ  แล้วตอนดื่มนี่จะทราบได้ไง 200กว่าซีซี นี่ เท่าไหร่ ใหม่ๆ ลองตวงที่กระติกน้ำแล้วขีดเส้นไว้ก็ได้ แบ่งเป็นช่องๆละ200-250ซีซี ดื่มบ่อยๆเดี๋ยวจำได้เองแหละ

     น้ำตาลนอกจากจะช่วยการดูดซึมเกลือแร่แล้ว มีประโยชน์อย่าอื่นมากกว่านี้ไหม ทำไมต้องมาเติมเมื่อต้องขี่นานมากกว่า1 ชม ขึ้นไป  เดี๋ยวจะพาไปเติมพลังงานสำหรับการขี่ยาวๆสำหรับวันต่อไปกันต่อครับ

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.148.184 ]
03 มี.ค. 50  19:39:50 น. # 132

ขอบคุณเสือแก่  ที่ทนระบมไห  ให้รายละเอียดเรื่องเติมน้ำและเกลือแร่

วันหลังมีโอกาสไปแถวพิษณุโลก  จะหาทางแวะไปนวดไหให้ครับ

เสือ Spectrum
Unregistered

[ 203.113.33.13 ]
04 มี.ค. 50  16:04:25 น. # 133

มารายงานตัวเป็นผู้อ่านกระทู้ด้วยคนครับ

ตอนนี้กระทู้มีความเห็นยาวมาก  เริ่มเข้ามาตามอ่านได้ยากขึ้นเล็กน้อยสำหรับผู้ที่ใช้ 'เน็ต 56 K ธรรมดาอย่างผม เดิมทีผมก็อ่านอย่างเดียว แต่พอเห็นที่ คุณเสือน้อย เขียนถึง อ. Lucifer ไว้ใน ความเห็นลำดับที่ 128 แล้วก็นึกอยากมาสนับสนุนข้อความด้วยครับว่าผมเองก็รู้สึกเช่นเดียวกับ คุณเสือน้อย ครับ  อ่านอย่างเดียวแล้วเห็น อ. Lucifer   ใช้ความเพียรพยายาม ความอดทนในการ ตอบและค้นหาข้อมูลที่มีประโยชน์มาให้เพื่อนสมาชิก แล้วชักเกรงใจเหมือนกันครับ ก็เลยต้องพยายามเข้ามามีส่วนร่วมเท่าที่ความสามารถจะทำได้ครับ

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.147.109 ]
04 มี.ค. 50  23:20:52 น. # 134

ดีใจครับที่คุณเสือ spectrum  เห็นในสิ่งที่ผมสื่อ

ผมก็เพิ่งนึกออกถึงคุณเสือ spectrum  ว่าอ้อ..เป็นท่านนี่เอง  ที่เป็นผู้หนึ่งที่เก็บประสบการณ์ดีๆจากการเล่น..จักรยาน  มาถ่ายทอดในชุมชนนี้  

คือนึกออกแล้วละครับ  นับแต่ที่ยังเป็นคุณเสือ spectrum  ที่ยังวงเล็บ "มือใหม่" ห้อยท้ายเมื่อ เกือบ ๒ ปีแล้วกระมัง

ตอนนั้นผมยังร่วมแจม  ประสบการณ์ของท่านเรื่องปัญหาการสูบลมจักรยาน  ระหว่างเดินทาง  น่า..จะใช่นะ

ผม..ในใจเคยคิด  และเคยนึกถึงสิ่งที่หลายท่านคับข้องใจ  ว่าทำมั้ย..ทำไม  แหล่งตอบต่อคำถามดีๆตรงหน้ากระดานถามๆตอบๆนี้  ยังมีคนเข้ามาน้อย  ถึงกับมีท่านนึงอดรนทนไม่ไหว  ตั้งกระทู้วิเคราะห์สัมมนากันยาวเมื่อหลายเดือน

จากกระทู้นั้น  ก็เป็นส่วนนึงที่ทำให้นึกสำนึกว่า  น่าจะต้องทำอะไรรับใช้ชุมชนที่นี้บ้าง

เช่นที่คุณเสือ spectrum เขียนเทคนิคการรื้อ การปรับ การแต่งจักรยาน  ดีมากเลย  จูงใจให้ผมสนใจ..จักรยานที่เราใช้อย่างจริงจังเสียที  จะได้ดูแลรถได้เต็มที่ระหว่างปั่น  เพราะใจใฝ่แต่การปั่นเพื่อหัดเที่ยวให้กว้างขึ้น  และไกลขึ้นแล้วหละครับ

ความรู้ที่ได้จากการอ่านสิ่งที่คุณเสือ spectrum  เขียนจึงมีประโยชน์มาก  

และหวังใจที่จะได้อ่านข้อเขียนของคุณเสือ spectrum  ที่ชุมชนนี้อีก..ตลอดไป

ส่วนเรื่องกระทู้นี้  ที่เริ่มยาวไป  เดี่ยวขอท่านเสือแก่ปิดเรื่องการเติมน้ำและเกลือแร่  ให้จบ

แล้วจะขออนุญาตคุณเล็ก..เจ้าของกระทู้  ที่ผมมาอาศัยเวที  ใช้ชื่อกระทู้ไปเปิดภาคสองต่อ  ซักราวต้นเดือนเมษายน  หลังกลับจากเที่ยว  เรียกว่าเรื่องแอโรบิคภาคขยายละครับ  แบบว่าชื่อเรื่องดี  ก็ไม่อยากเปลี่ยนชื่อ

ทั้งผมยังมีเหยื่อใหม่ที่จะให้ผมสนุกอีกช่องนึง  คือคุณ mee 420  มาอ่อยให้ผมงับ..จากกระทู้

แนะนำด้วยคับ อยากทำตามใจอยาก แต่ขาดประสบการณ์
http://www.bikeloves.com/board_qa/topic_view.php?qID=7748

ก็จะเอากระทู้นี่ละครับ  เป็นที่เขียนเรื่องเบาๆ  อาจจะเป็นประโยชน์สำหรับคนอยากเริ่มปั่นเที่ยว  ดูว่าใหม่ๆผมเซ่อซ่าร่าเริงขนาดไหน  เกี่ยวกับการปั่นจักรยานเที่ยวนี่

เผื่อจะเป็นช่องทางผ่อนบรรยากาศ "วิชาการ" ของชุมชนลงบ้าง  

สุดท้ายของคืนนี้  ขอบคุณคุณเสือ spectrum  ที่กรุณาแนะนำความไม่สะดวกในการเปิดอ่าน  ด้วยครับ

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.147.109 ]
04 มี.ค. 50  23:37:31 น. # 135

ถึงเสือแก่และหมู่มวลมิตรครับ  

ผมอาจจะไม่ได้เคาะเน็ต  ซัก ๒๐ กว่าวันนะครับ  ขอไปเที่ยวหน่อย

นี่เป็นครั้งแรกครับ  ที่..ก่อนจะไปเที่ยวต้องมีการร่ำลาแฟนคลับก่อน  ฮา..

แล้วจะไปแอโรบิค  เผื่อทุกท่านด้วยครับ  อย่างน้อยต้องได้สภาพ Aerobic endurance  อย่างที่เสือแก่แนะนำละครับ

จะร่ำจะลาแล้ว..ใจก็ยังมีอาวรณ์อยู่ครับ

lucifer
Grand Member


เข้าร่วม : 23 ก.ย. 45
เปิดกระทู้ : 82 ครั้ง
ให้ความเห็น : 5167 ครั้ง
05 มี.ค. 50  09:47:22 น. # 136

ขอให้เที่ยวด้วยความสนุกสนานและพบแต่สวัสดิภาพนะครับ

เสือ Spectrum
Unregistered

[ 203.113.33.6 ]
05 มี.ค. 50  14:22:45 น. # 137

น่าจะเป็นกระทู้นี้ครับ คุณเสือน้อย

ประสพการณ์ยาง Hi-Pressure กับที่สูบลมยางของเสือมือใหม่
http://www.bikeloves.com/board_qa/topic_view.php?qID=6268

และก็เป็น คุณเสือน้อย จริงๆ ด้วยครับที่เข้ามาช่วยให้ข้อมูลเพิ่มเติมไว้ใน   ความเห็นลำดับที่ 10 ต้องขอขอบคุณอีกครั้งครับ

จริงๆ แล้วช่วงนั้นเป็นช่วงระยะแรกๆ ที่ผมตัดสินใจเข้ามามีส่วนร่วมในชุมชนชาวจักรยานบนอินเตอร์เน็ตครับ ก่อนหน้านั้นก็ลองผิด ลองถูก ทำอะไรไปเรื่อยๆ แบบรู้บ้าง ไม่รู้บ้าง สะสมประสพการณ์มาคนเดียวนอกวงการมาเกือบๆ 2 ปีแล้วเหมือนกันครับ ที่ใช้ชื่อมีวงเล็บว่า (มือใหม่) ก็เพราะเพิ่งลองเล่นกับเจ้า Hybrid วงล้อและยางเสือหมอบครับ ก็เลยต้องวงเล็บให้เพื่อนๆ ท่านอื่นเข้าใจว่า...ถ้าปล่อยไก่ตัวใหญ่ไปบ้างก็จะได้ไม่ถือสาอะไรกับ (มือใหม่) มากนัก 5555

ตอนหลังๆ มานี่มีความรู้สึกว่าอ่านอย่างเดียวมันจะเป็นการกินแรงหรือ "รับ" แต่อย่างเดียวโดยไม่ได้ "ให้" อะไรแก่ใครๆ เลย ก็ชักละอายครับ ยิ่งมาเห็น อาจารย์ Lucifer เข้ามาตอบให้ความรู้แทบจะทุกกระทู้ เท่าที่อาจารย์จะมีเวลา ก็เลยเป็นแรงบันดาลใจให้อยากช่วยเพื่อนๆ บ้างโดยเฉพาะ "มือใหม่" ครับ

ขอให้ คุณเสือน้อย ปั่นจักรยานเที่ยวได้อย่างสนุกและเก็บประสพการณ์ดีๆ มาฝากกันบ้างนะครับ

เสือแก่
Member


เข้าร่วม : 06 พ.ย. 48
เปิดกระทู้ : 3 ครั้ง
ให้ความเห็น : 260 ครั้ง
05 มี.ค. 50  19:21:16 น. # 138

อิจฉาพี่เสือน้อยจังเลย ไปเที่ยวนี้กลับมาก็มาซ้อม Lactate threshold ต่อเลย ปีหน้าอาจจะได้เจอกัน ชวนป๋าลูไว้ว่าจัดขี่เจอกันซักทริปดีไหม พี่เสือน้อยไม่ได้เคาะเนตหลายวัน แต่อาจจะชแวปเข้ามาดู ผมเลยจะว่าต่อกระทู้นี้ให้จบกันเลยครับ

    เราคงทราบว่า โรคเบาหวาน คือโรคที่เกิดจากตับอ่อน ไม่สามารถสร้าง อินซูลิน ได้พอ พอ ขาดอินซูลิน น้ำตาลในเลือดก็เลยสูงขึ้น เกิดปัญหาต่างตามมามากมาย
  
    จริงๆแล้วโรคเบาหวานยังแยกออกป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ
  
    แบบที่1 เป็นตั้งแต่อายุยังน้อยๆ  พวกนี้เกิดจาก ได้รับการถ่ายทอดทางกรรมพันธ์ทั้งจากพ่อและแม่ สองแรงบวก  ตับอ่อนไม่สามารถสร้าง อินซูลินได้เพียงพอ การรักษาก็ ต้องพึ่ง อินซูลิน จากภายนอกสถานเดียว คือ การฉีด  คนไข้กลุ่มนี้การควบคุมน้ำตาลค่อนข้างลำบาก มากเดี๋ยวสูงไป เดี๋ยวต่ำไป แต่ก็โชคดีที่พบไม่บ่อยเท่าแบบที่2
    
    แบบที่2 พวกนี้มักจะมาแสดงอาการตอนเริ่มมีอายุ อาจจะได้รับมรดกตกทอดมาจากพ่อ หรือ แม่ คนใดคนหนึ่ง คือได้มาครึ่งเดียว อาการเลยมีน้อยกว่า ต่างจากพวกแรกคือ ตับอ่อนสร้างอินซูลินได้ แต่ มันออกฤทธ์ไม่ได้ดีพอ พวกนี้ช่วงหลังเค้าพบว่ามันมีมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะพวกที่ มีความสุขจากการกินไม่บันยะบันยัง ออกกำลังเหรอ ปีละหน บางคน ญาติพี่น้องไม่มีใครเป็นซักกะคน อาจจะมีกรรมพันธ์แฝงมานืดหน่อย  พอไม่ได้ดูแลตัวเองอย่างว่า เลยเกิดเรื่องขึ้นมาเลย

    แบบที่2 นี่แหละครับ ที่เราพบกันประจำ พวกนี้ต้องพึงยาครับ ยามีหลายแบบหลายชนิด แต่หลักการก็คือ ยาจะไปกระตุ้นให้อินซูลิน สามารถทำงานได้ดีขึ้น

    และก็มักจะมีคำถามเสมอๆว่า แล้วไอ้เจ้าโรคเบาหวานนี่ มันสามารถรักษาให้หายขาดได้หรือไม่ คำตอบคือ ... ไม่ครับ แต่เราสามารถทำให้อาการมันทุเลาเบาบางได้ อาจจะต้องควบคุมอาหาร ลดหวาน หรือทานอาหารที่ให้พลังงานน้อยลง หรือถ้าจะให้ตรงๆคือ กินเพื่ออยู่ ไม่ใช่อยู่เพื่อกิน กินแค่ให้ได้พลังงานหรือสารอาหารตามที่ร่างกายเราต้องการ ไม่ต้องเผื่อ

   และก็เข้าเรื่องซะที เค้าพบว่า การออกกำลังการ นี่แหละครับ สามารถกระตุ้นให้ร่างกายเรา สามารถนำเอาอินซูลินที่ยังมีอยู่ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ว่าไปว่ามามันก็ เหมือนยาตัวหนึ่งเลยใช่ไหมครับ ออกฤทธ์เหมือนกันเลย  ถ้าเราสามารถทั้งคุมอาหารได้ดี ร่วมกับการได้ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็เหมือนได้รับยาขนานวิเศษ ที่ดียิ่งกว่ายาขนิดใดๆในโลก บางคนอาจจะพอเพียงที่จะไม่ต้องกินยาอีกเลย( แต่ต้องทำให้ได้ตลอดนะจ๊ะ) ดังที่พวกคุณหมอๆ พยายามแนะนำคนไข้เบาหวานกลุ่มนี้ นั่นแหละครับ ออกกำลังทุกวัน คุมอาหาร ฟังกันจนเบื่อใช่ไหม ( แต่ไม่ค่อยยักมีคนทำ ขอแต่ยาดีๆ แพงๆ ทั้งนั้น)

    ถึงตอนนี้ มีใครสงสัยกันบ้างไหมครับ แล้วไอ้เจ้า อินซูลิน นี่ มันมีหน้าที่อะไร มันทำให้น้ำตาลในเลือดเราต่ำลงได้อย่างไร และ มันเกี่ยวอะไร กับ การออกกำลังแบบ แอโรบิคละเนี่ยะ ฮีๆๆๆ แล้วจะมาเฉลยต่อนะครับ

เฉาก๊วย
New Member


เข้าร่วม : 20 ม.ค. 50
เปิดกระทู้ : 3 ครั้ง
ให้ความเห็น : 35 ครั้ง
06 มี.ค. 50  06:10:26 น. # 139

ไม่ได้เล่นเน็ตหลายวัน ตามมาอ่านต่อครับ

ขอให้คุณเสือน้อยเดินทางปลอดภัยนะครับ

kiat
Unregistered

[ 202.151.4.105 ]
06 มี.ค. 50  09:44:26 น. # 140

ไม่ได้เข้ามาหลายวัน คุณเสือน้อยจะหนีไปเที่ยวเสียแล้ว ขอให้เที่ยวสนุกนะครับ ให้มีความสุขมากๆ   สำหรับประเทศพม่าผมจะลองสอบถามดูว่าสามารถจะเข้าไปท่องเที่ยวโดยจักรยานได้หรือไม่ แต่คิดว่าไม่อยาดให้เสี่ยงเข้าไป เพราะเป็นประเทศเมืองปิด เรามีข้อมูลน้อยมาก กลัวจะมีปัญหา จากที่รู้มาส่วนใหญ่จะต้องติดต่อกับทางทหารของเขา

kiat
Unregistered

[ 202.151.4.105 ]
06 มี.ค. 50  09:59:17 น. # 141

อ้อ! ลืมบอกไป ผมหยุดวิ่งมานานแล้วครับ เคยลองกลับไปวิ่งดูหลังจากหยุดไปประมาณ 6 เดือน ตามกลุ่มเพื่อนๆกลุ่มเดิมที่เคยวิ่งด้วยกันไม่ทันก็เลยปลีกวิเวกมาวิ่งคนเดียว แล้วรู้สึกเบื่อ เลยหยุดวิ่ง สุขภาพก็แย่ลงไปเรื่อยๆ ความดันก็สูงเอาๆ ก็เลยคิดว่าจะต้องกลับมาออกกำลังกายเหมือนเก่าก็เลยหันมาขี่จักรยาน ตอนนี้สุขภาพดีขึ้นมาก ความดันก็ลดลงจนอยู่ในจุดที่น่าพอใจ

เสือแก่PBC
Unregistered

[ 61.7.174.103 ]
06 มี.ค. 50  12:59:56 น. # 142

มาต่อกันเลย
  
    เจ้าอินซูลิน นี่มันทำหน้าที่นำและลำเลียงน้ำตาลที่มีอยู่ในเลือดไปเก็บไว้ในอวัยวะต่างๆ เมื่อไหร่ก็ตามที่เราทานอาหารที่มีน้ำตาลเข้าไปในกระเพาะ ผ่านกระเพาะเข้าลำไส้ ผ่านการดูดซึมเข้ากระแสเลือดเมื่อไหร่ ระดับน้ำตาลในกระแสเลือดก็จะสูงขึ้น อินซูลินก็คอยสั่งการให้นำน้ำตาลส่วนเกินนี่แหละ นำไปเก็บไว้ใช้ในอวัยวะต่างๆเพื่อที่จะสามารถนำกลับมาใช้ภายหลังได้ เช่น กล้ามเนื้อ ตับ และถ้ายังเหลือมากกว่านี้ก็นำไปเก็บไว้ที่ชั้นไขมันใต้ผิวหนังนั่นแหละครับ

เสือแก่PBC
Unregistered

[ 61.7.174.103 ]
06 มี.ค. 50  14:24:29 น. # 143

1 ชมแรก เต็มที่ไม่เกิน 1.30 ชม สำหรับผู้ที่ฟิตมากๆ ร่างกายของเราก็จะนำเอาไกลโคเจนที่สะสมในกล้ามเนื้อ ตับ นั่นแหละครับ ออกมาใช้ คนที่ฝึก aerobic มาดีๆก็จะได้เปรียบคนอื่นๆตรงที่ยังสามารถนำเอาไขมันมาใช้ด้วย  ดังนั้นใน 1-1.30 ชมแรก เราจึงสามารถดื่มน้ำอย่างเดียว

    หลังจากนั้นล่ะ ถ้าเรายังจะต้องออกกำลังต่อไปอีก เมื่อไกลโคเจนในกล้ามเนื้อเริ่มหมดไป ถึงตอนนี้ร่างกายก็จะนำน้าตาลในเลือดมาใช้ ทีนี้ก็ยุ่งหละครับ เพราะสมองซึ่งพึ่งพลังงานจากน้ำตาลในเลือดเพียงอย่างเดียวเช่นกัน สมองขาดกลูโคสเมื่อไหร่เราจะรู้สึงโหวงเหวงจะเป็นลม เราจึงต้องเติมน้ำตาลไปในน้ำดื่มด้วย เพื่อที่ร่างกายจะสามารถดูดซึมเข้ากระแสเลือดนำไปใช้ได้ทันที แต่ข้อจำกัดอย่างที่ว่า ขณะที่เรากำลังขี่จักรยานนั้น เราไม่สารถพกน้ำดื่มจำนวนมากๆได้ การจะดื่มนำผสมน้ำตาลที่มีความเข้มข้นมากๆนั้นมีข้อจำกัด ร่างกายไม่สามารดูดซึมได้หมด แถมไม่พอการดูดซึมน้ำตาลนั้นขณะที่ดูดซึมน้ำตาลจะพาน้ำเข้าไปด้วย ทำให้เรากระหายน้ำมาก จึงต้องดื่มน้ำตามมากๆ ดังที่พวกเพาเวอร์บาร์แบบแท่งที่แนะนำว่าถ้ากินต้องดื่มน้ำตามมากๆนั่นแหละครับ

เสือหงอย
Unregistered

[ 125.24.151.59 ]
07 มี.ค. 50  11:23:04 น. # 144

อ่านแล้วได้ความรู้ดีมาก เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาผมกับพรรคพวกรวม 11 คน ปั่นจักรยาจากชุมพรไประนอง ก็ได้ความรู้จากที่นี่ในการเตรียมตัว สนุกมาก เพราะผมเคยมีปัญหาเรื่อง Heat Stroke ตามที่คุณLucifer แจ้งให้ทราบ ยังนึกถึงคุณ Kiat ว่าอยูระนอง ขากลับมีอุบัติเหตุ รถผมไปเกียวคันหน้าล้ม ตอนนี้ยังเจ็บอยู่เลย แต่ผมก็กัดฟันปั่นกลับจนถึงชุมพร เหลือระยะทางอีกตั้ง 70 กม. นิ้วก้อยขวาซ้นครับ ตอนถึงชุมพร ผมสังเกตุดูเสื้อที่ผมใส่เป็นคราบเกลือทั้งตัวเลย โชคดีที่ปฎบัติตาม ก่อนออกดื่มเกลือแร่ก่อน ได้ครึ่งทางก็ดืมอีกซอง ชักติดใจต้องเปลี่ยนไปที่อื่นบ้าง แต่ข้อเสียคือหาวันที่ว่างตรงๆกันกับพรร***ากเพราะเป็นพ่อค้าส่วนใหญ่ไม่รู้จะลาพักร้อนกับคนที่บ้านได้หรือเปล่า ขอบคุณครับ

เสือแก่
Member


เข้าร่วม : 06 พ.ย. 48
เปิดกระทู้ : 3 ครั้ง
ให้ความเห็น : 260 ครั้ง
09 มี.ค. 50  10:47:12 น. # 145

สรุป( อย่างยาวที่สุด)
สำหรับน้ำดื่มเกลือแร่ที่ใช้ในระหว่างการขี่ที่นานเกิน1 -1.5ชม ขึ้นไป จะมีข้อจำกัดเรื่อง การดูดซึม, ความสะดวกในการพกพา เราไม่สามารถพกน้ำในปริมาณมากๆได้ ในการแข่งขันรายการใหญ่ๆที่ได้มาตรฐาน ผู้จัดการแข่งขันจะตระหนักและเข้าใจเรื่องน้ำ อาหารเสริม เกลือแร่ เป็นอย่างดีนั้น เค้าจะจัดจุดให้น้ำ เครื่องดื่มต่างๆได้อย่างเพียงพอ เช่นสำหรับการวิ่งมาราธอนในวันที่อากาศร้อนจัดๆ อาจจะต้องมีจุดให้น้ำเกือบทุกๆ10-15นาที ที่นักแข่งจะวิ่งไปถึง  เพื่อให้นักกีฬาจะสามารถรีดกำลังม้าออกมาได้อย่างเต็มที่  จักรยานก็เช่นกัน ทีมservice ต้องพร้อมเสมอเมื่อนักจักรยานต้องการ เราคงเคยเห็นการแข่งขันในระดับTDF ทีมดีๆนี่ เพียงแค่นักแข่งยกมือปุ๊บ กระติกน้ำถึงปั๊บ  ส่วนทีมทีต้นทุนน้อยหน่อย นักแข่งอาจจะขอน้ำจากเพื่อนๆในกลุ่ม แม้จะเป็นทีมคู่แข่งก็ตาม เป็นภาพที่น่ารักไปอีกแบบ นี่แหละSpirit และเสน่ห์ ของจักรยานละครับ
       ความเข้มข้นของทั้งเกลือแร่และน้ำตาลนั้นจึงต้องพอดีๆที่ร่างกายจะสามารถดื่มเข้าไปแล้วดูดซึมได้ดีที่สุดและปริมาณน้ำก็พอที่จะทดแทนส่วนที่ขาดไปได้ แม้จะไม่ทั้งหมดก็ตาม ความเข้มข้นของเกลือเราทราบแล้ว ความเข้มข้นของน้ำตาลล่ะ เท่าไหร่ดี  เค้าพบว่าความเข้มข้นของน้ำตาลที่เหมาะสมนั้นเพียงแค่6-10%เท่านั้นเอง  ซึ่งเครื่องดื่มเกลือแร่ในท้องตลาด ก็มักจะมีความเข้มข้นในช่วงนี้ทั้งนั้น จะแตกต่างกันก็ตรงที่รสชาติอาจจะไม่เหมือนกันตามชนิดของน้ำตาลที่ใช้ในการผสม และชนิดของน้ำตาลที่ต่างกันก็ให้ปริมาณพลังงานที่แตกต่างกัน ซึ่งผมได้เขียนไว้ในกระทู้เมื่อมือใหม่อยากซ้อมเสือหมอบ ตามไปอ่านได้เลยครับ แต่ที่แน่ๆก็คือ รสชาติอาจจะไม่อร่อยเท่าใดนัก จะหวานก็ไม่หวาน แถมมีเกลือมาแตะลิ้นให้กระหายน้ำหน่อยๆ ดังที่โบราณว่าไว้แหละ หวานเป็นลมขมเป็นยา บางยี่ห้อเลยต้องเติมกลิ่นให้น่าดื่มมากขึ้น กลิ่นส้ม กลิ่นมะนาว ให้เลือกดื่มตามความชอบครับ

      วกกลับมาที่เจ้าอินซูลินกันต่อ

แลนส์ อารมตรอง ได้กล่าวไว้ว่า
  จักรยาน เป็นเกมส์ที่วัดกันด้วย… การฟื้นตัว … ผู้ชนะคือ ผู้ที่สามารถฟื้นตัวได้เร็วที่สุด
  
  เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงนะครับ ในการแข่งTDF ในเสตจแรกๆเราอาจจะเห็นนักแข่งหน้าใหม่ หรือ นักแข่งบางคน วันแรกเข้าเส้นเป็นวินเน่อร์ วันที่สองเข้ากลุ่มกลางๆ วันที่สามไม่รู้หายไปไหน บางคนเค้าจบการแข่งขันไปแล้วยังไม่ฟื้นตัวเลย

และเราก็ทราบกันแล้วว่า หน้าที่หลักของอินซูลินคือ นำน้ำตาลหรือคาร์โบไฮเดรท์ที่เราทานเข้าไป ไปเก็บที่กล้ามเนื้อและตับ การฟื้นตัวของนักจักรยานก็คือ การที่ร่างกายสามารถนำสารอาหารพวกแป้งหรือน้ำตาลเข้าไปเก็บที่อวัยวะทั้งสองได้ทันและพอสำหรับการขี่ในวันต่อไป

ดังนั้น หัวใจหลักของการฟื้นตัวก็คือ ทำอย่างไรที่จะกระตุ้น ฮอรโมน์ …อินซูลิน…ให้สามารภทำงานได้ดีและรวดเร็วที่สุดนั่นเองครับ ทำอย่างไรดีล่ะ


จากการศึกษาเค้าพบว่า อินซูลินจะถูกกระตุ้นให้ทำงานได้ดีที่สุดก็คือ เมื่อเรารัปประทานอาหารพวก แป้งและน้ำตาล …ทันที…หลังจากที่เราออกกำลังเสร็จ และจะออกฤทธ์ได้นานเต็มที่ไม่เกิน2 ชั่งโมง ยิ่งนานกว่านี้เท่าไหร่ อินซูลินจะออกฤทธ์ได้น้อยลงเรื่อยๆ เค้าได้ศึกษาในนักฟุตบอลก่อนครับ พบว่าในนักฟุตบอล หลังจากการแข่งเสร็จ ทีมที่นักฟุตบอลที่ได้ทานอาหารทันที ในการแข่งขันวันต่อไปพวกนี้สามารถวิ่งและทำเกมส์ ได้ดีกว่า พวกที่มัวแต่ฉลองชัยชนะหลายชั่วโมงก่อนจะทานอาหาร  ในนักจักรยานก็เช่นกัน คนที่ได้ทานอาหารหลังการขี่หรือซ้อมทันที จะสามารถทำเวลาหรือสถิติได้ดีกว่าคนที่ทานช้ากว่าชัดเจนครับ ( ถ้าฟิดพอๆกันนะ)

     เราอยากรู้ใช่ไหมครับว่าไอ้การได้ทานเร็ว ,ช้าต่างกัน 2ชั่วโมงนี่ อินซูลิน มันทำให้กล้ามเนื้อเก็บน้ำตาลเข้าไปเป็นไกลโคเจน ต่างกันแค่ไหน ….ต่างกัน50% ครับ…..  โอ้ว พระเจ้า Geroge มันยอดมาก รู้ยังงี้แล้ว พรุ่งนี้ให้แม่บ้าน แรงจูงใจที่แสนจะวิเศษ เตรียมข้าวไว้เลย พรุ่งนี้พี่ซ้อมจักรยานกลับมาถึงบ้าน สำรับกับข้าววางบนโต๊ะรอเลยนะจ๊ะ น้ำเย็นๆอีก 1 เหยือก  ไอ้แกงส้ม XTR ผัดเผ็ด Campac ให้กินตอน3ทุ่มนี่ ซ้อมหนักทั้งปีทั้งชาติ ยังไงก็ไม่รุ่ง ถึงตอนนี้ หลายคนคงอยากรู้ต่อใช่ไหมครับว่า แล้วเมนูอาหารสูตรไหนดีล่ะที่อยากให้แม่บ้าน ทำหรือเตรียมให้เราทาน  ตั้งเป้าเอาไว้ว่า แข่งเที่ยวหน้า พี่จะเอาถ้วยเข้าตู้โชว์ ให้ได้  ถ้าไม่ได้ ยอมขายรถเลยเอ้า ฮี่ๆๆๆ ล้อเล่น

    และก่อนที่จะให้แม่บ้านหาสูตรตำราอาหารสำหรับโดปนักกีฬาขี้อ้อนนั้น เรามาหาเครื่องปรุงที่จะทำให้อาหารสูตรเด็ด ทีจะทำให้อินซูลิน ออกฤทธ์ได้ดีกว่าการมีแค่แป้งกับน้ำตาลเป็นพระเอกคนเดียว ไหนใครเคยทานก๋วยเตี๋ยว มีแต่น้ำกับเส้นอย่างเดียวไหม
   ถ้าจะเปรียบก๋วยเตี๋ยว เส้นก๋วยเตี๋ยวคือ….คาร์โบไฮเดรท  
           ลูกชิ้น , ผัก เครื่องปรุง คืออะไรล่ะ คำตอบคือ ….. โปรตีนครับ
  งงไหม คุณค่าทางอาหาร(พลังงาน)ได้จากเส้น  ความอร่อยได้จากลูกชิ้นกับเครื่องปรุง
งงหนักเข้ากว่าเดิมอีก
  เฉลยตรงๆดีกว่า

เค้าพบว่า ถ้าอยากกระตุ้นให้อินซูลิน ทำงานได้ดีที่สุด นอกจากจะมีคาร์โบไฮเดรทแล้วยังต้องมีโปรตีนมาช่วยเสริมด้วยครับ  โปรตีนจะกระตุ้นให้อินซูลิน เก็บแป้งกับน้ำตาลเข้าไปเป็นไกลโคเจนในกล้ามเนื้อได้ดีกว่า การได้ทานแป้งกับน้ำตาลอย่างเดียว ถึง 30% เลยล่ะครับ  ถึงตอนนี้ หลายคนสั่งแม่บ้าน นี่เธอ วันนี้ ขอไข่ 5 ฟองเลยเด้อ จะกระตุ้น อินซูลินหน่อย  
      ยังก่อนนะครับ เรามาดูกันก่อนว่า ไอ้เจ้าโปรตีนนี่มันช่วยกระตุ้นก็จริง แต่ทานมากๆเกินไปมันก็มีข้อเสียเหมือนกัน นอกจากร่างกายเองก็ไม่ได้นำมันมาใช้เป็นพลังงานหลักแล้ว เวลาที่ทานมากเกินไป โปรตีนนี่ถ้ามันลงไปในกระเพาะแล้วมันจะทำให้ขั้นตอนขบวนการย่อยและดูดซึมในกระเพาะช้าลงครับ  แทนที่จะรีบย่อยเพื่อที่ส่งจะอาหารลงไปยังลำไส้ ซึ่งจะเป็นส่วนที่มีการดูดซึมสารอาหารได้มากทีสุด อาหารจะค้างเติ่งที่กระเพาะนานเกินไป แทนที่ร่างกายจะดูดซึมน้ำและ สารอาหารต่างๆดีดีขึ้น กลับจะแย่กว่าเดิม  

    เรื่องโปรตีนนี้ ค่อนข้างละเอียดอ่อนพอสมควร เราจะเอาโปรตีนอะไรล่ะมาใช้ โปรตีนประเภทเนื้อจ๋าเลยก็ย่อยและดูดซึมยาก โปรตีนสำเร็จรูปพวก อะมิโนแอซิด ซึงจะสามารถนำมาผสมในน้ำดื่มเกลือแร่ ที่มีขายตามท้องตลาด หรือร้านขายยานี่ก็ โครตระแพง เลย เอาเป็นว่า ถึงตอนนี้ทราบไว้เป็นเบื้องต้นก่อนละกับครับ อัตรส่วนที่เหมาะสมที่สุดสำหรับ  คาร์โบไฮเดรท ต่อ โปรตีนที่จะทำให้ อินซูลินทำงานได้ดีที่สุดโดยไม่รบกวนต่อการดูดซึมของกระเพาะและลำไส้ คือ 4 ต่อ 1ครับ คือ คาร์โบไฮเดรท 4ส่วน โปรตีน 1 ส่วน บางคนอาจจะสงสัย แล้วเจ้าไขมันล่ะ เอาไปไว้ไหน ไหนว่ามันให้พลังงานสูงมากเลยไม่ใช่หรือ ไขมันนี่  เป็นเป็นของแสลงครับ ให้พลังงานมากก็จริง แต่ดูดซึมได้ช้ามาก แนะนำว่าเอาแค่ให้ได้อัตราส่วนที่ร่างกายต้องการก็พอ อย่าให้ได้มากไป

      และตอนนี้(ไม่ทราบว่าบ้านเรามีแล้วหรือยัง ใครพบเห็นแล้วแจ้งให้ทราบจะเป็นพระคุณอย่างยิ่งเลยจ้ะ) ตอนนี้ ได้มีการผลิตน้ำเกลือแร่ที่มีสูตรดังกล่าว ออกมาจำหน่ายกันแล้ว ไว้รอผมติดทีมไปแข่ง TDF ก่อน จะให้แม่บ้านซื้อมาตุนไว้ซักเข่ง …… …..เอ้า พิมพ์อยู่ดีๆ แม่บ้านมาปลุกใหตื่นซะแล้ว  เธอ ถามจากห้องครังล้งเล้งเชียว….ไหนนะ จะให้ทำอะไรให้กินนะ กระตุ้น เฉพาะ อินซูลินนะ อย่างอื่นไม่ต้องไปกระตุ้น ชั้นขี้เกียจตาม ว่าเข้าไปนั่น เฮ้อ

เสือแก่
Member


เข้าร่วม : 06 พ.ย. 48
เปิดกระทู้ : 3 ครั้ง
ให้ความเห็น : 260 ครั้ง
10 มี.ค. 50  00:09:10 น. # 146

การรับประทานอาหารหลังการขี่จักรยาน

     การจะทานอาหารเติมพลังงานให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วที่สุดนั้นมีปัจจัย2 ประการที่ต้องพิจรณาคือ  เราจะทานเมื่อไหร่ และจะต้องทานอะไร
เพราะร่างกายจะตอบสนองต่อ2องค์ประกอบนี้ต่างกัน อาหารเหมือนกัน ทานต่างเวลากันก็ให้ผลที่ได้ไม่เท่ากัน อาหารต่างชนิดกัน ทานในช่วงเวลาเดียวกันก็ให้ผลที่แตกต่างกัน

         2 ชั่วโมงแรกหลังการขี่จักรยาน
   เนื่องจากเป็นช่วงเวลาที่อินซูลินออกฤทธ์ นำคาร์โบไฮเดรทที่เราทานเข้าไป เก็บเป็น ไกลโคเจนในกล้ามเนื้อได้ดีที่สุด ดังนั้น จึงต้องให้ความสำคัญต่อชนิดของคารโบไฮเดรท ว่า อันไหนที่จะทานแล้วดูดซึมเข้ากระแสเลือดได้ดีและเร็วที่สุด  ข้อจำกัดของการทานช่วงนี้ก็คือ เวลาที่เราเหนื่อยมาใหม่ๆ เราจะยังไม่ค่อยอยากจะทาน  ยิ่งมาเจอ แกงส้มXTR นี่ยิ่งไปกันใหญ่  อาหารที่เหมาะสมและดีที่สุดคือ ทานหรือดื่มอาหารประเภทของเหลวครับ  บางคนเรียกrecovery sport drink และต้องเป็นเป็นอาหารน้ำที่มีส่วนประกอบของคารโบไฮเดรทกับโปรตีน ในอัตราส่วน 4ต่อ1 ส่วนนั่นแหละครับ  แต่อย่างที่บอก มันราคาค่อนขางแพง ผมเองยังหาซื้อไม่ได้เลย ว่าจะไปแข่งTDF กะเค้าซักหน่อย รอเจ้านี่ตัวเดียวจริงๆ แฮ่ๆๆ

       ยุคนี้เป็นยุคแห่งความพอเพียง เรายังมีทางเลือกอื่นอีกครับ   มีอาหารอื่นๆที่ให้ผลใกล้เคียงกัน เพียงอาจจะต้องออกแรงเคี้ยวแล้วกลืนหรือฝืนใจทานกันหน่อย   เท่าที่เราจะหาได้ในบ้านเราง่ายๆและราคาถูก   แต่ต้องเป็น อาหารคารโบไฮเดรทที่มีคุณสมบัติที่ดีสำหรับการดูดซึมเข้ากระแสเลือดอย่างรวดเร็ว หรือที่เราเรียกว่ามันมีค่า Glycemic index สูงนั่นแหละครับ เหมาะอย่างยิ่งสำหรับการนำมาทานในช่วง2 ชั่วโมงแรกหลังจากการขี่จักรยาน จะพยายามไล่ตัวอย่างจากที่หาง่ายๆในบ้านเรา ราคาถูก

       ข้าว ,น้ำหวานๆต่างๆเช่นน้ำโซดาผสมน้ำตาล ,เครื่องดื่มเกลือแร่(ตามตู้แช่)ปรุงให้หวานๆเพิ่มด้วยน้ำตาล,ธัญญพืชชนิดต่างๆ (ถึงตอนนี้นึกถึง ไข่หวานต้มขิงสูตรพี่เสือน้อยเลย ไข่ซักลูก น้ำตาลหวานๆ เติมธัญญพืชซักหน่อย ไปโลดเลยจ้า),  ขนมปังเกือบทุกชนิด ทั้งเป็นแผ่น หรือขนมปังกรอบ, น้ำผึ้ง , มันฝรั่ง( แบบทำให้สุกแล้วนะจ๊ะ) ,ลูกองุ่นแห้ง , น้ำตาลกลูโคส ,น้ำไซรับหวานๆ และถ้าจะให้สมบูรณ์แบบกว่านั้น ให้มีโปรตีนมาเสริมฤทธ์ อินซูลิน อีกซักหน่อย อัตราส่วน ก็ 4ต่อ1 ตามสูตรเดิมนั่นแหละ และอย่าลืมของแสลงนะครับ ใน 2 ชั่งโมงแรกนี่ พยายามอย่าให้มีไขมัน มาปนเด็ดขาด ช่วงเวลานี้ ความเร็วในการดูดซึมสำคัญที่สุด
          
           สังเกตไหมครับว่า ช่วงหลังจากขี่จักรยานแล้วนั้น เราสามารถ ทานหรือดื่ม อาหาร ที่หวานเข้มข้น ได้มากกว่า ตอนที่เรากำลังขี่จักรยานอยู่ เพราะตอนที่เรากำลังขี่จักรยานอยู่นั้นเราต้องให้ความสำคัญ ต่อ ปริมาณ น้ำที่ต้องเติมให้แก่ร่างกายด้วย  ความเข้มข้นของน้ำตาล เกลือแร่ และปริมาณน้ำเอง จึงต้องพอดีๆ แต่เมื่อเราเลิกขี่แล้ว ทีนี้จะกินยังไงก็ได้ กินหวานมากๆหิวน้ำ ก็สั่งโค้ช แม่บ้าน หาน้ำมาเติมให้หน่อย ( ถ้าเค้ายอมเอามาให้นะ ) หรือ ถ้าหวานมากๆกินจนคลื่นไส้อาเจียนออกมาทางเก่า  ก็บอกพวกชอบแซว.. เออตรูเหนื่อยจนอ้วกว่ะ…(เดี๋ยวพรุ่งนี้น่าดู)…. ก็ได้ไม่มีใครว่า ฮิๆๆ

lucifer
Grand Member


เข้าร่วม : 23 ก.ย. 45
เปิดกระทู้ : 82 ครั้ง
ให้ความเห็น : 5167 ครั้ง
10 มี.ค. 50  08:29:57 น. # 147

แถมให้ครับ http://www.bikeloves.com/webboard/01199.shtml

kiat
Unregistered

[ 202.151.7.108 ]
13 มี.ค. 50  09:35:14 น. # 148

ขอรบกวนใช้กระทู้นี้ทักทายกับคุณเสือหงอยครับ วันที่คุณเสือหงอยมา
ระนองผมก็ออกปั่นไปเที่ยวที่จุดชมวิวเขาฝาชี จากระนองไปทางชุมพรประมาณ30 กม.แล้วขึ้นเนินประมาณ2.7 กม. ข้างบนจะมองเห็นแม่น้ำ
ละอุ่นกับแม่น้ำกระบุรีไหลมาลงทะเล วิวสวยมากๆ ระยะทางก็เหมาะกับการปั่นจักรยาน ผมออกตั้งแต่เช้ามืดกลับประมาณบ่าย2โมง ไม่ทราบว่าคุณเสือหงอยมาระนองทาง อ.หลังสวน หรือทาง อ.กระบุรี ครับ หากมาทาง อ.กระบุรี เราเกือบจะเจอกันแล้ว พอดีช่วงนี้ผมไม่ได้เข้ามาเยี่ยมกระทู้เพราะไปกรุงเทพฯเพิ่งกลับมาเลยไม่ทราบว่าคุณเสือหงอยมาระนอง ยังไงก็ขอให้อาการบาดเจ็บหายเร็วๆนะครับ สวัสดีครับ

เสือน้อย
Unregistered

[ 124.120.151.60 ]
24 มี.ค. 50  13:37:21 น. # 149

ขอบคุณท่านเสือแก่ และมวลเหล่ามิตรร่วมกระดาน  ที่ห่วงใย

ผมกลับมาแล้วครับ  แวะไปอัพเดทการข้ามสะพานมิตรภาพ  นิดนึง  เพราะทริปนี้ได้อาศัยสะพานมิตรภาพ ๒ ปั่นข้ามจากสะหวันเขต/มุกดาหาร

http://www.bikeloves.com/board_qa/topic_view.php?qID=7599

ขอบคุณเสือแก่อีกครั้งที่ห่วงใย  ทั้งๆที่บทความที่เสือแก่เขียนหน่ะนอกจากจะหนักแล้ว  คนเขียนยังต้องเหนื่อย

และทั้งๆที่เสือแก่ก็เขียนให้อ่านในหลายที่หลายแห่งแล้ว  ก็ยังมีใจกรุณาเขียนให้ชัดเจนซ้ำ  เพื่อผมจะได้ใช้ประโยชน์

ครับได้เปิดอ่านระหว่างทางครับ

ที่เวียดนามนี่..เรื่องอินเตอร์เน็ต  เขาน่าจะดีกว่าของบ้านเรากระมัง  ทุกหนทุกแห่ง  มีให้บริการ  ราคาก็ถูกมาก  

ผมลองใช้อินเตอร์เน็ต  ในที่พักแม้จะเป็นที่พักในเมืองเล็ก  ก็มักจะให้บริการฟรี  หากเสียตังค์  ก็แค่ซัก ๔-๕ บาทต่อครึ่งชั่วโมง

ตอนที่ใช้อินเตอร์เน็ตในเวียดนาม  ก็เพื่อตามหาสมาชิกที่พลัดหลงครับ  คือมีท่านนึง  ไปถึงเวียดนาม  แล้วซื้อซิมมือถือของเวียดนาม โทรฯกลับบ้าน  แล้วเผอิญเป็นท่านที่ผลัดหลง

ผมก็ใช้อินเตอร์เน็ต  เคาะหาพรรคพวกสื่อกลางให้ติดต่อ  ขอหมายเลขโทรฯ

ได้ทดลองใช้โทรศัพท์ปรกติ  โทรจากเวียดนามเพื่อต่อเข้าไทย  ปรากฏว่าคู่สายเชื่อมระหว่างประเทศไม่ใคร่ว่าง  ทดลองโทรกันทีละครึ่งชั่วโมงก่อนยอม

จึงต้องใช้อินเตอร์เน็ต  ส่งข่าวถึงเซ็นเตอร์ในกรุงเทพ  เพื่อขอเบอร์โทร์ของคนพลัดหลง

เล่าเสียยาว  ย้อนกลับมาเรื่องขอบคุณในน้ำใจของเสือแก่

ขออานิสงค์ที่เสือแก่ตั้งใจทำกับผมครั้งนี้  เป็นตัวกระตุ้นให้ผมศึกษาเรื่องที่เสือแก่เขียน  ให้ทะลุรู้เรื่องชัดเจนซักทีเถอะ

ครับ..ผมจะพยายามครับ  เพระเรื่องอาหารการกิน  การโภชนาการ  การดูแลตัวเองให้สุขภาพยืนพอที่จะปั่นทริปยาวนี่  เรื่องที่เสือแก่เขียน  ควรแก่การต้องทำให้รู้จริง  

เพราะผมตั้งใจตอนหัดปั่นเที่ยวทริปแรกแล้วละครับ  จะยอมลำบากใช้จักรยานปั่นไปสูดดมเอาบรรยากาศของปักกิ่งโอลิมปิค ปี ๒๐๐๘ ซะที

เพราะไหนๆ..ก็พูดเพ้อแต่เรื่องโอลิมปิคมาเยอะแล้ว  นับแต่ต้นกระทู้

หากไม่มีความรู้เรื่องโภชนาการ  การปั่นซัก ๒ เดือนในที่กันดารเรื่องอาหารการกินนี่  น่าจะเดี้ยงเสียก่อน

จบจากความเห็นนี้  ผมขอไปเริ่มที่กระทู้ใหม่นะครับ

นพพล
Unregistered

[ 202.57.155.132 ]
22 พ.ค. 50  10:36:02 น. # 150

เมื่อคืนดูการแข่งขันGIROมีอยู่ช่วงนึงเขาแสดงค่าอัตราการเต้นของหัวใจนักปั่นคนนึง ปั่นอยู่ที่ความเร็ว40km/hอัตราการเต้นอยู่ที่54% เห็นแล้วอึ้งอึ้ง??แสดดงว่าaerobic แน่นมากๆ อยากถามผู้รู้ว่าเขาซ้อมปั่นเฉพาะaerobicกันวันละกีกิโลครับ แต่ผมคิดเล่นๆน่ะถ้าแข่งวันล่ะ180กม.ซ้อมน่าจะ250ขึ้นไป แล้วซ้อมกันกี่ปีครับกว่าจะได้54%ที่40กม/ชม. สุดยอด

โกโก้
Unregistered

[ 136.8.1.100 ]
03 ก.ค. 50  13:19:36 น. # 151

ไม่รู้ว่าจะใส่ในไหนก็เลยมา post ไว้ที่นี่ครับ

เมื่อวานไปลองปั่นมา ปั่นไปเกือบ 18โล ใช้เวลา 42นาที burn ไป 675 cal 25% Fat, average HR 171beats/min
ตอนวันเสาร์ 22โล ใช้เวลา 1ชม. 10นาที burn ไป 888 cal 50% Fat, average HR 144beats/min            

แสดงว่าปั่นที่ HR ช้าๆพอประมาณ แต่นานๆ น่าจะ burn fat ได้มากกว่าปั่นหนักๆที่ HR สูงๆ แต่นี่ก็เป็นแค่ค่าที่ได้จากเครื่อง HRM ไม่รู้ว่าของจริงจะใกล้เคียงแค่ไหนนะครับ

อย่างนี้ต้องปั่นเป็นชั่วโมงขึ้นถึงจะดีน่ะเหรอครับ สำหรับการจะปั่นลดความอ้วน จะได้ burn ไขมันได้มาก

เสือน้อย ล็อคอิน
Senior Member


เข้าร่วม : 27 มี.ค. 50
เปิดกระทู้ : 12 ครั้ง
ให้ความเห็น : 619 ครั้ง
03 ก.ค. 50  16:09:14 น. # 152

ตอบโดยย่อ...ปั่นช้าเหนื่อยพอเหมาะให้นาน...เป็นภาวะที่ร่างกายได้กำลังงานจากการเผาผลาญ...burn...ไขมัน  ลดไขมันที่สะสมในร่างกายได้มากกว่ากว่าการปั่นที่แฮ่กเกินไป  ทั้งๆที่ปั่นนานในเวลาที่เท่ากัน

ตอบโดยขยายความ...จากที่เจ้าของกระทู้มีเครื่อง HR ใช้งานอยู่  เสียดายที่ไม่ได้บอกอายุมาด้วย  จะได้ช่วยคำนวณหาอัตราการเต้นของหัวใจ ที่ ๗๐ และ ๗๕ %

ตอนปั่นให้ปั่นอยู่ในโซน ๗๐-๗๕ % ที่คำนวณได้

คำถาม...หากมีเวลาปั่น...ปั่นซักเป็นชั่วโมงขึ้นถึงจะดีน่ะเหรอครับ สำหรับการจะปั่นลดความอ้วน จะได้ burn ไขมันได้มาก...ดีแน่และได้ผลแน่ครับ  หากได้ทำทุกวัน

ปั่นๆ...หยุดๆ...หมายถึงว่าขยันไปซักเดือน...เกิดเบื่อ  หรือปั่นไปซักสองสามเดือน...เกิดเบื่อ   แล้วพักหรือหยุดไป

อาจจะมีผลน้ำหนักขึ้นมากกว่าเดิม

เพราะระหว่างปั่นเป็นเดือนหรือหลายเดือนติดต่อกัน  อาจจะสร้างนิสัยกินมากขึ้น   เลิกแล้วอาจจะติดลมกินเหมือนเดิม   อ้วนขึ้นครับ

ปล.รายละเอียดการคำนวณหาคำนวณหาอัตราการเต้นของหัวใจ ดู  http://www.bikeloves.com/trick/trick06.shtml   ของหน้านานาสาระนะครับ

โกโก้
Unregistered

[ 136.8.1.100 ]
04 ก.ค. 50  07:56:05 น. # 153

ขอบคุณครับคุณเสือน้อย

ผม 28 ปีครับ ซึ่งจะได้ MHR อยู่ที่ 220-28=192 แต่เมื่อวานทำได้ถึง 196 ก็คิดว่ามันคงเป็นความผิดพลาดของเครื่องน่ะครับ ของจริงอาจจะบวกลบได้นิดหน่อย

งั้นผมก็ต้องปั่นที่ 70-75 เปอร์เซนต์ ของ 196 เหรอครับ (137-147)

มิน่าล่ะปั่นที่ HR เฉลี่ยต่ำๆเผาผลาญไขมันได้มากกว่า
ขอบคุณอีกครั้งครับ

lucifer
Grand Member


เข้าร่วม : 23 ก.ย. 45
เปิดกระทู้ : 82 ครั้ง
ให้ความเห็น : 5167 ครั้ง
04 ก.ค. 50  17:59:35 น. # 154

220 - อายุ เป็นเพียงค่า Estimated MHR เท่านั้นครับ  คือเป็นค่าจากการคาดคะเน  

MHRที่แท้จริง อาจจะมากกว่า หรือน้อยกว่าที่คำนวณได้ครับ

ลองดูสูตรนี้ไหมครับ  สูตรนี้ทางเยอรมันนิยมใช้กัน
Estimated MHR =  210 - ( อายุ/2 )  - ( 0.11 x KG )  ,ถ้าเป็นชาย ให้บวกอีก 4 ( ถ้าเป็นหญิงก็ใช้ได้เลยครับ )

จากสูตรนี้จะพบว่านน.ตัวมีผลต่อMHRเช่นกันนะครับ

เสือหงอย
Unregistered

[ 125.24.149.32 ]
06 ส.ค. 50  10:29:20 น. # 155

ขอถาม อ.ลู หรือเสือน้อย เสือแก่ หน่อยครับ ผมไปปั่นทางไกลมา ห้า หกวัน ไม่มีสัญญานว่าจะเป็นตะคริวเลย พอหยุดปั่นได้ 3 วัน เมื่อกลับเข้า กทม. ขึ้นบันไดในห้าง มีอาการจะเป็นตะคริวตรงบริเวณหน้าตักทั้งสองข้าง อยู่หลายวัน ตอนนี้หายแล้ว หมายความว่าอย่างไรครับ

lucifer
Grand Member


เข้าร่วม : 23 ก.ย. 45
เปิดกระทู้ : 82 ครั้ง
ให้ความเห็น : 5167 ครั้ง
06 ส.ค. 50  11:18:20 น. # 156

ก็เป็นเครื่องหมายว่ากล้ามเนื้อบริเวณดังกล่าวยังได้รับการฟื้นตัวไม่พอครับ

ไม่มีอะไรหรอกครับ  สักพักก็หายเอง

เสือหงอย
Unregistered

[ 203.113.71.4 ]
07 ส.ค. 50  11:48:14 น. # 157

ขอบคุณครับ อาจารย์

เสือน้อย ล็อคอิน
Senior Member


เข้าร่วม : 27 มี.ค. 50
เปิดกระทู้ : 12 ครั้ง
ให้ความเห็น : 619 ครั้ง
14 ส.ค. 50  12:58:12 น. # 158

จากที่"เสือหงอย"ถาม...ขอถาม อ.ลู หรือเสือน้อย เสือแก่ หน่อยครับ ผมไปปั่นทางไกลมา ห้า หกวัน ไม่มีสัญญานว่าจะเป็นตะคริวเลย พอหยุดปั่นได้ 3 วัน เมื่อกลับเข้า กทม. ขึ้นบันไดในห้าง มีอาการจะเป็นตะคริวตรงบริเวณหน้าตักทั้งสองข้าง อยู่หลายวัน ตอนนี้หายแล้ว หมายความว่าอย่างไรครับ...

ตามประสบการณ์ตรงของผมนะครับ...ไม่ใช่อาการตะคริวหรอกครับ  แต่เป็นอาการที่ผมเองเจอ...แล้วนึกแค้นตัวเองทุกที

ขอเล่าให้ฟังแบบยาวๆนะครับ  ภูมิหลังผมที่ต้องทวนทุกครั้ง...เพื่อประกอบเรื่อง  คือซ้อมวิ่งประจำและมีปั่นจักรยานบ้าง  ส่วนว่ายน้ำทำประจำถือเป็นการผ่อนคลาย

แต่ที่ไม่ค่อยได้ทำเลย  คือการขึ้นกระไดสูง  (กระไดที่บ้านเป็นบ้าน ๒ ชั้นสูงยกระดับไม่เกิน ๒.๓๐ เมตร...ไม่พอสำหรับปัญหาที่เจอ)

เรื่องที่เจอ...แล้วทำให้รู้สึกแค้นใจตัวเองคือ  อ้ายเจ้ากระไดของสะพานลอยข้ามถนนของกทม.  รวมทั้งกระไดในห้าง...พวกนี้มักจะสูงกว่า ๔ เมตร

ลองดูเถอะครับ...ในกลุ่มที่เอาแต่ปั่นจักรยาน...กลุ่มที่เอาแต่ซ้อมวิ่งบนทางราบ  

ลองขึ้นกระไดข้ามถนนของกทม.  ดูเถอะ...ว่ารู้สึกเหมือนผมหรือคุณเสือหงอย  ที่เจออาการปวดแถวหน้าขาสองข้าง  แบบปวดหนักแทบจะยกขาก้าววางบนกระไดขั้นต่อไปไม่ไหว...หัวใจก็เต้นแรงแบบเหนื่อยสุดๆ  เหนื่อยแบบนึกไม่ถึง  ยามไปเดินขึ้นกระไดสูงดังที่เล่า

ยิ่งเพิ่งกลับจากปั่นหนักหลายวันติดต่อกัน  ลองไปขึ้นกระไดดังว่าดูเถอะ  ผมว่า...โอดโอยทุกคนครับ

หากไม่เป็นแบบนี้ผมให้ถอง



เสือหงอย
Unregistered

[ 125.24.146.110 ]
14 ส.ค. 50  14:49:20 น. # 159

ขอบคุณเสือน้อย ล็อคอิน เห็นท่าจะจริงเหมือนกัน ขอถามเพิ่มเติม เพื่อนผมมีอาการแบบนี้ครับ
เพื่อนผมจะปั่นจักรยานเป็นประจำอาทิตย์หนึ่งประมาณ 4-5 วัน แล้วเป็นการปั่นแบบ Aerobic มันว่าอย่างนั้น คือระยะทางประมาณ 15-20 กม.ความเร็ว เกิน 30 กม./ชม. แล้วพัก 15 นาที ยืดเส้น ยืดสาย ขากลับเหมือนเดิม ทำแบบนี้มาประมาณ 4-5 ปี เส้นทางก็จำเจ คือเส้นเดิมตลอด จะมีเนินนิดหน่อย มันบอกว่าต้องการหัวใจที่แข้งแรง เมื่อผมมาร่วมปั่นด้วย ผมเข้ากับเขาไม่ได้ คือไล่ไม่ทัน กลุ่มผมก็จะปั่นกันความเร็วจะช้ากว่า ระยะทางจะไกลกว่าเขาสักหน่อย ประมาณ 10-20 กม. แต่ในวันหยุดจะมีการปั่นยาวประมาณ 80 - 120 กม.บ่อยครั้ง ช่วง 2 - 3 เดือนหลังนี้ผมชวนเขามาร่วมด้วยในการปั่นยาว ปรากฏว่า มีอาการตะคริวกินทุกครั้งเมื่อปั่นไปได้ระยะทาง 60-80 กม. สาเหตุเกิดจากอะไรไม่ทราบ เราคิดกันว่าน่าจะขาดเกลือแร่ แต่ก็กินเกลือแร่เป็นซองๆ เต็มที่ ส่วนผมเองไม่ดืมเลยยกเว้นน้ำขวด  ตอนหลังให้ดืมน้ำมากๆ ก็ยังมีอาการอีก เมือปลายเดือนที่ผ่านมา ผมเดินทางไกลกัน ปรากฏว่า เพื่อนผมทั้งสองคน ที่ปั่นกันมานานแบบปั่นเร็วๆ ดันเดียงก่อนเพื่อนแล้วมีอยู่คนเคยเป็นนักวิ่งมาราธอนด้วย  ต้องนั่งรถเพราะทำอย่างไรก็ไม่สามารถเดินทางต่อได้ ส่วนวันที่ 2 - 3  ยังมีอาการบาดเจ็บที่เดิมแต่ก็ประคองไปจนถึงจุดหมายได้ พอวันที่ 4 คราวนี้ปั่นเป็นจรวดเลยแถมบอกว่าไม่มีอาการอะไร ผมถามว่ามึงเหนื่อยมั๊ย มันบอกไม่เหนื่อย แต่ผมเหนื่อยเกือบตาย
อ.ลู หรือเสือน้อย ช่วยอธิบายหน่อยครับ และวิธีป้องกันด้วย วันเสาร์นี้จะเดินทางไกลกันอีกครับ คราวนี้โหดด้วย

เสือน้อย ล็อคอิน
Senior Member


เข้าร่วม : 27 มี.ค. 50
เปิดกระทู้ : 12 ครั้ง
ให้ความเห็น : 619 ครั้ง
14 ส.ค. 50  18:23:44 น. # 160

ผมขอทวนหลักการออกกำลังกาย  ตามแนววิทยาศาสตร์การกิฬา

หากเราทำครบ  เราพึงหวังที่จะได้ใน ๔ เรื่อง...

หนึ่ง...ได้ความแข็งแร็งของกล้ามเนื้อชุดที่ประสงค์ที่จะใช้ในการเล่นเกมส์นั้น  รวมทั้งองค์ประกอบร่วม  คือพวกระบบหายใจ  การพัฒนาความทนของกล้ามเนื้อต่อกรดแลคติคที่มันเป็นของเสียระหว่างการเล่นหนัก...ที่เป็นผลให้เรารู้สึกปวดเมื่อยกล้ามเนื้อนั่นแหละครับ

สอง...ได้ความทนทานของของกล้ามเนื้อชุดที่ประสงค์ที่จะใช้ในการเล่นเกมส์นั้น  รวมทั้งองค์ประกอบร่วมฯ  รวมทั้งการพัฒนาการระบายความร้อนจากการทำงานของกล้ามเนื้อเป็นระยะเวลานานๆ

สาม...รักษาและได้ความยืดหยุ่นของพวกข้อต่อ เอ็น ผังผืด

สี่...รักษาและคงได้ความคล่องแคล่วฉับไวของการเคลื่อนตัว  สำหรับเล่นเกมส์ที่ประสงค์ได้ดี

พอพูดถึงเรื่องการฝึกกล้ามเนื้อดังกล่าวข้างต้นแล้ว  ในตำราขั้นต้นเขายังพูดถึงในแง่ของกล้ามเนื้อ ๒ ประเภทที่เราต้องฝึกต่างกันสำหรับแต่ละวัตถุประสงค์

คือเขาแบ่งเป็นพวกกล้ามเนื้อช้า...พวกนี้พวกทนทาน  กะกล้ามเนื้อเร็ว...พวกนี้เป็นเรื่องกลไกของการสร้างความเร็ว

ตำราที่อ่านง่ายๆที่ผมพูดถึง  เขาพูดเป็นกล้ามเนื้อใยสีแดง  กะกล้ามเนื้อใยสีขาว

ในเรื่องฝึกความแข็งแรงของกล้ามเนื้อและฝึกความทนทาน  ซึ่งเกี่ยวข้องกะเรื่องเนื้อเร็วและช้า  ขอยกตัวอย่างที่ดูจะเห็นชัดพวกนักวิ่ง

พวกฝึกวิ่งมาราธอนนี่  เขาฝึกพวกกล้ามเนื้อมัดช้าเป็นหลัก...ฝึกให้มันทนทานให้วิ่งทางไกลได้  และต้องให้เร็วกว่าคนอื่น...เพื่อจะเอาชนะ

พวกนี้เอามาวิ่ง ๑๐๐ เมตร  น่าจะวิ่งไม่ได้ดี...เพราะไม่ค่อยได้ฝึกกล้ามเนื้อชุดไว

ในบทความที่เสือแก่  กำลังร่ายยาวเรื่องประสิทธิภาพการปั่น  ก็เรื่องของการฝึกกล้ามเนื้อชุดความไวนี่ละครับ  เพื่อให้มันทำงานให้ดีปั่นให้รอบขามันลื่น  

แต่ในความจำเป็นของพวกฝึกวิ่งมาราธอน...เขาก็ต้องฝึกกล้ามเนื้อชุดไวบ้าง  เพื่อให้คุ้นตอนวิ่งตามตารางซ้อมที่กำหนดต้องลงคอร์ตวิ่งให้เหนื่อยแฮ่กตะกายอากาศ  เพื่อพัฒนาระบบหายใจให้ปอดมันดึงเอาออกซิเจนได้มากที่สุดต่อการหายใจเข้าหนึ่งเฮือก

ขืนไม่ฝึกให้กล้ามเนื้อมันแข็งแรงพอ  อยู่ๆไปวิ่งอัดลงคอร์ตหัวเข่าจะพังได้เพราะการวิ่งเร็วกล้ามเนื้อต้องแข็งแรงพอที่จะซับแรงกระแทกที่มีมากกว่าการวิ่งช้า  เป็นการป้องกันการบาดเจ็บได้

กลับกันเอาพวกวิ่ง ๑๐๐ เมตร  มาวิ่งแข่งระยะ ๕๐๐๐ เมตร  เผลอๆจะปากเขียวตะคริวอาจจะมาเยือน (ชักเข้าทางคำถามเสือหงอยแล้วครับ...อีกนิดเดียว)

ในหมู่พรรคพวกกันที่ปั่นจักรยานเพื่อความสนุกๆถึงขั้นไปลงแข่ง  ส่วนใหญ่ติดสุขตรงขยันปั่นขยันซ้อม  วันละ ๓๐-๔๐ กิโลเมตร  ซ้อมปั่นกันแบบเหนื่อยแฮ่ก  หอบฮืด น้ำมูกน้ำลายไหลเปรอะปาก...แบบมันกลืนน้ำลายไม่ทัน  ซ้อมกันวันละชั่วโมง...ชั่วโมงครึ่ง

ก็เหมาะกะการลงแข่ง  เพราะส่วนใหญ่สนามแข่งก็ทำระยะกันระยะนี้สำหรับแข่งเอามันเอาสนุก  และก็สนุกจริงๆ

พรรคพวกปั่นกลุ่มนี้เทียบได้ก็กับนักวิ่งระยะ ๑๐๐๐ เมตรถึง ๕๐๐๐ เมตรครับ  ซ้อมแบบระดับแอโรบิคปลายๆบวกแอนีโรบิคกันเป็นประจำ  แต่ด้อยเรื่องการฝึกความทนทาน  เพราะอาจจะไม่ค่อยมีเวลาฝึก...ใครจะมีเวลาปั่นกันทุกวันๆละ ๓-๔ ชั่วโมง  ถึงจะได้เป้าหมายเรื่องความทนทานของการปั่นจักรยาน

พรรคพวกกลุ่มนี้ปั่นแข็งแรงมาก  กระชากพรวดพราดเป็นหัวลากปั่นอัด ๓๐ ปลายสบายๆ  คุณเสือหงอยถึงเกาะไม่อยู่กะการซ้อมระยะรูทีนประจำวันกัน

แต่พอไปปั่นเที่ยวด้วยกัน...ในช่วง ๗ วันแรกที่ความทนยังไม่ถึง  แล้วฮึกเหิมอัดหนักเช่นรูทีนซ้อม  ปลายๆที่ระยะเกิน ๖๐ กิโลเมตรก็ล้าแล้วละครับ

เป็นธรรมชาติของกลุ่มซ้อมปั่นแข่ง...แล้วไปปั่นเที่ยวครับ  เจอกันทุกคนเพราะจะยืนระยะได้แค่นั้น

หากหนักถึงขั้นของเพื่อนคุณเสือหงอย...ที่เล่าให้ฟัง  ถึงขั้นต้องนั่งรถเซอร์วิส...เกิดอาการหมดไม่อยากปั่น  คงจะหมดจริงๆแถมตะคริวก็กวักมือหา

ส่วนที่คุณเสือหงอยถามว่าจะแก้ยังไง

หากเริ่มต้นปั่นเที่ยว  ช่วง ๗ วันแรกคงต้องแนะนำให้ลดความหนักการปั่นลงหน่อยครับ  เพื่อให้ยืดระยะยืนระยะปั่นตามระยะที่วางแผนได้

รอซักไม่เกิน ๗ วัน  ที่ต้องปั่นทุกวัน...หากยังสนุกต่อการปั่นเร็ว  ก็ค่อยเพิ่มความหนักไปครับ  จะได้ปั่นได้สบายขึ้น...ไม่ต้องขึ้นนั่งรถเซอร์วิสให้เสียชื่อนักปั่นครองถ้วยรุ่นอายุ

ส่วนที่ถามว่าแล้วมันเกิดเป็นตะคริวได้อย่างไร  ทั้งๆที่อัดทั้งน้ำทั้งเกลือแร่มั่นใจว่าร่างกายไม่เสียสมดุลย์แล้ว

จากที่อ่านจากบทความเสือแก่และป๋าลู  นอกจากเรื่องความไม่พอและไม่สมดุลย์ของน้ำและเกลือแร่ในระหว่างการเล่นกิฬาที่หนักและต้องอาศัยความทนทานแล้ว  การเกิดตะคริวก็มาจากเรื่องกล้ามเนื้อล้าหรือเกร็งจากการสะสมของกรดแลคติคดังหลักการที่ว่า  รวมทั้งความเครียดของการพยายามจะสู้แบบไม่ยอมนี่...ก็ต้องหัดยอมเสียบ้างละครับ

อีกอันหนึ่งที่ผมเคยเจอ  อาการตะคริว...ซึ่งผมปรกติไม่เคยเป็นเลย  เกือบจะเป็นซะหนึ่งครั้ง  จากการปั่นยาวหลายวันในพื้นที่อากาศหนาว  ก็กินน้ำค่อนข้างน้อย  แต่เผลอเจอซุ้มแม่ค้าหลายครั้งต่อหนึ่งวัน

ทุกร้านที่เจอ...ผมเอาแต่กินกาแฟเข้าไป  กินวันละหลายแก้ว

ไม่รู้ตัวครับ...ว่าไม่ค่อยได้กินน้ำ  เอาแต่กินกาแฟ

ที่ไม่รู้ตัวคือ...ฉี่บ่อยมาก  กาแฟคงจะกระตุ้นขับปัสสาวะ  ร่างกายคงจะเกิดอาการขาดน้ำ

ผลก็คือตะคริวถามหา  งวดนั้นตะคริวจะจับแถวกล้ามเนื้อท้องครับ...แค่ก้มตัวจะจับแฮนด์จักรยาน...กล้ามเนื้อมันก็เกร็งเป็นก้อนขึ้นมาเอง

ขอให้เที่ยวสนุกนะครับ








เสือหงอย
Unregistered

[ 125.25.211.216 ]
14 ส.ค. 50  22:10:08 น. # 161

ขอบคุณครับ พรุ้งนี้จะไปรายงานเพื่อนผม

เสือหงอย
Unregistered

[ 125.25.181.80 ]
16 ส.ค. 50  11:39:58 น. # 162

รายงานเพื่อนเรียบร้อยแล้วครับ ขอถามอีกครับ ตัวผมเองครับ
เมื่อวานซืน ผมไปปั่นกับพวกเช่นเคย แต่ตราวนี้มีขาเร็วร่วมด้วย ช่วงหลังประมาณ 5 กม.สุดท้าย ขาเร็วเป็นผู้นำ ผมตามอัดกันเร็วมาก ไม่น้อยกว่า 35 กม.ต่อชม. ตามลม มีอยู่ช่วงHR ผมกระโดดไปถึง 163  ไม่เคยปล่อยให้ถึงเลย ปรกติผมจะตั้งไว้ไม่เกิน 147  เพื่อเซฟตัวเอง แต่โดยเฉลี่ยแล้วจะประมาณ 128 ในคราวนี้กระโดดไปถึงที่ว่าแถมมีอาการไม่เหนื่อยเท่าไหร่แถมยังคิดว่าปั่นได้สบาย แถมมันมากๆ สงสัยไอ้ต่อมอย่างวะหลังสารความสุขแหงๆ  พอมานึกอีกที่ กูประมาทไปนี่หว่า ผมเลยหยุดลงเหลือปรกติ ขอถามหน่อยครับ ผมประมาทไปจริงหรือเปล่า และก็ตามสูตร Max ในวัยผมก็ประมาณ 162 ผมทำ Bypass มาแล้วเลยคิดว่าไม่เกี่ยวกับหัวใจนี่หว่า อาจารญลู หรือเสื่อน้อย เสื่อแก่ ช่วยให้หายข้องใจด้วยครับ และเป็นวิทยาทาน
ขอบคุณครับ

nongbird
New Member


เข้าร่วม : 18 ก.ค. 50
เปิดกระทู้ : 1 ครั้ง
ให้ความเห็น : 6 ครั้ง
16 ส.ค. 50  14:06:59 น. # 163

ขอรบกวนสอบถามท่านผู้รู้หน่อยครับ

สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก  ไม่ทราบว่าควรควบคุมการทานอาหารอย่างไรบ้างครับ  และหลังจากการปั่นภายในเวลา 2 ชม. สามารถทานอาหารตามที่ท่านเสือแก่ได้ให้ความรู้ไว้ได้หรือไม่ครับ  ถ้าหากทานไม่ได้ควรทานอะไร  ช่วงเวลาไหนถึงจะหมาะสำหรับคนที่กำลังลดน้ำหนักครับ  

ขอขอบพระคุณล้วงหน้าสำหรับคำตอบครับ  (ปล.อาจจะถามช้าไปหน่อย  เพราะพึ่งมาอ่านครับ)

เสือแก่
Member


เข้าร่วม : 06 พ.ย. 48
เปิดกระทู้ : 3 ครั้ง
ให้ความเห็น : 260 ครั้ง
16 ส.ค. 50  14:47:25 น. # 164

หลักการสำหรับการลดน้ำหนักโดยใช้การออกกำลังร่วมกับการคุมอาหารคือ
  
  ออกกำลังให้ใช้พลังงานให้ได้มากกว่า พลังงานที่เราได้รับจากการกิน ช้าๆ ครับ ปริมาณแครอลี่ ที่ใช้ไปควรจะมากกว่าได้รับ ประมาณ500 แครอลี่ต่อวัน ถ้าขาดทุนมากกว่านี้ คนที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังมาก่อนจะมีขีดจำกัดในการดึงเอาไขมันที่สะสมมาใช้เป็นพลังงาน(โดยการเปลี่ยนไขมันเป็นน้ำตาลโดยตับ) จะเกิดอาการโหวงเหวงจะเป็นลมทั้งวัน อ่อนเพลีย ไปมาจะไปโทษวิธีนี้ว่าทรมานเกินไป จะเลิกล้มความตั้งใจได้ง่ายครับ

   การขาดทุนพลังงานวันละไม่เกิน500 แครอลี่ จะยังคงให้ความรู้สึกสบายๆ ยังมีแรงขี่จักรยานหรือ ออกกำลังได้ตามปกติ พร้อมๆกับร่างกายจะค่อยๆไปดึงพลังงานส่วนที่ขาดทุนไปจากไขมันที่สะสมไว้ทีละนิดๆ

  พบว่าการลดโดยวิธีนี้ ทำให้เราสามารถลดนำหนักได้เรื่อยๆ ไม่ทรมานมากเกินไป และรางวัลที่ได้ตามมาสุดท้ายสุดคือเราจะแข็งแรงมากขึ้นครับ( It' s not s fast rate but one that is realistic, sustainable,and rewarding)

  ถ้าสามารถทำได้ต่อเนื่องเราจะสามารถลดน้ำหนักได้ประมาณสัปดาห์ละประมาณ ครึ่งถึง 1กิโลกรัม หรือภายในระยะเวลา2เดือน เราจะสามารถลดน้ำหนักได้ประมาณ 5 กิโลกรัม

เสือน้อย ล็อคอิน
Senior Member


เข้าร่วม : 27 มี.ค. 50
เปิดกระทู้ : 12 ครั้ง
ให้ความเห็น : 619 ครั้ง
16 ส.ค. 50  15:23:45 น. # 165

ผมขอตอบโดยหลักการก่อนนะครับ

***ไขมันเป็นพลังงานที่เรามีสะสมจากอดีต...มีมากเกินจนต้องการจะเอาออก

***อาหารที่เรากิน...เป็นการเติม

***การออกกำลังกาย  (โดยเงื่อนไขที่ถูกต้อง)  เป็นการใช้

เอามาเขียนสมการ..."ออกกำลังกายใช้พลังงานให้มากกว่าที่กิน(พลังงานเข้า)"  

ผลลัพธ์...ระหว่างออกกำลังกายมันดึงของที่สะสม  

ของสะสมก็จะพร่อง...เราก็ลดน้ำหนัก(ส่วนที่เป็นไขมัน)
.
.
.

ในแง่คนที่เขารู้ด้านโภชนาการ...เขาใช้วิธีคำนวณกัน  ในเรื่องของที่เราจะกินเข้าไป


เรื่องนี้...ผมเชื่อว่าสถานบริการฟิตเนสที่ทำตัวให้น่าเลื่อมใส  เขาคงเอาเรื่องนี้มาเป็นจุดขายสำหรับชักจูงคนไปเข้าคอร์สลดไขมัน  ต้องอย่างโน้นต้องอย่างนี้

หากทำให้รู้ได้ก็ดีครับ  

แต่ส่วนผม...กะเรื่องนี้  ผมพยายามอ่านหลายครั้งแล้ว  ก็ยังไม่รู้พอที่จะออกแบบคอร์สบริหารเพื่อลดไขมัน  เพื่อจะเอามาเขียนให้เป็นเรื่องเป็นราวจริงจัง...ยังทำไม่ได้  

คือความรู้ที่อ่านมันไม่ยอมย่อย...ไม่ยอมซึมพอที่จะให้เข้าใจได้ถ่องแท้  ถึงขั้นที่จะเอามาเขียน

แต่โชคดีครับ...เรื่องออกกำลังเพื่อลดไขมัน  และความรู้เกี่ยวกับโภชนาการสำหรับเราๆมันไม่ยากขนาดนั้น  ไม่ต้องถึงขนาดที่จะต้องไปเสียเงินเข้า
คอร์สอะไรที่ว่า

คือ...ขอบอกว่าเรามาพูดกันแบบง่ายๆเถอะ

ในกลุ่มน้ำหนักเกินมากๆ  ถึงมากๆ

ใน ๓ หมวดอาหาร  หนึ่งคาร์โปไฮเดรต  สองไขมัน  สามโปรตีน

ลดพวกไขมันให้เหลือเป็นศูนย์  ของที่เคยทอดก็เลิกเปลี่ยนเป็นต้ม  ของที่เคยปรุงแต่งมีส่วนน้ำมัน ไขมัน  เลิกให้หมด

รับแต่พวกแป้งที่ทะยอยกินอย่าให้รู้สึกหิว  อาจจะแบ่งกินวันละมากกว่า ๓ ครั้งก็ยังได้ครับ

พวกโปรตีน  ผมเอาตามเสือแก่ครับพวกเราใช้โปนตีนกันไม่มากแล้ว...ไข่วันละฟองก็เกินพอ  

แต่ผม..เนื่องจากสะดวกทั้งต้มเองทั้งหาซื้อ  ก็เน้นพวกสาระพัดถั่ว ไม่ว่าถั่วเขียว  ถั่วเหลื่อง  ...ประดาธัญญพืชที่แม่ค้าเขาใส่โหลกินกับน้ำเต้าหู้น่ะ
แหล่ะครับ  แต่สั่งพิเศษ...ขอเยอะๆ

อีก ๒ หมวดอาหาร  คือผักและผลไม้  ลุยโลดครับ  กินไม่อั้น...

แต่กะผลไม้ก็คงจะได้แค่วันละไม่เกินกิโลกรัม  แบบเอาเซฟหน่อย...เดี๋ยวมันเป็นต้นเหตุกินเข้าไปเกิน  

แต่...แหะ..แหะ...กะทุเรียนนี่  เอาวันละเม็ดก็พอ  แบบพอหายอยาก


เขียนเสียยาว...อาจจะดูเหมือนไม่ได้เห็นปัญหา

คือปัญหาที่ผมกังวลแทนเจ้าของกระทู้  

ผมไม่เคยน้ำหนักเกินผิดปรกติ  จึงอาจจะไม่เข้าใจความทุกข์ความ
ทรมาณของคนที่ออกกำลังกาย  แล้วต้องอดกินถึงขั้นรู้สึกทรมาณหิว

คือผมไม่เคยปล่อยตัวให้ต้องหิว  กินอาหาร ๓ มื้อตามปรกติ  ยิ่งออกกำลังมากก็กินพวกคาร์โบไฮเดรทเข้าไปมาก  แบบกินข้าวทีละจานพูน ๑-๒ จานต่อมื้อ

จึงอยากจะพูดว่าหากคิดจะลดน้ำหนักโดยการออกกำลังกาย ไม่น่าจะต้องทนหิวคุมอาหาร  แต่อาจจะใช้เวลาช้าหน่อย  ถึงได้หุ่นมาตรฐาน...

แต่...ถึงช้ายังไงก็ไม่เกิน ๑ ปี  รับประกันจริงๆ

ผมเชื่อครับเพราะเชียร์พรรคพวกทำสำเร็จมาหลายคนแล้ว  เราไม่ต้องอดหรือทนหิวให้ทรมาณ  

เราออกแบบการออกกำลังกายและกินอาหารเพื่อลดน้ำหนักได้ด้วยตัวเราเองครับ

คือชั่งน้ำหนักตัวเองทุกวัน...สอดส่องน้ำหนัก

หากทุกอย่างถูกต้อง  กินได้ปรกติ (ด้วยอาหารที่ไม่มีหรือมีน้อยที่สุด...คือพวกไขมันดังพูดแล้ว)  

ทั้งมีเวลาออกกำลังสเตทแอโรบิค ๒ ชั่วโมงน่ะเยี่ยมที่สุดแล้ว  

ทำทุกวัน  สามเดือนต้องเห็นผล...ว่าน้ำหนักตัวเริ่มลดลง

หาก ๓ เดือน...ยังไม่ลดคงต้องทวนละครับ  ว่าออกกำลังกายยังน้อยไปหรือเปล่า
.
.
.
  

มาเน้นเรื่องที่ถามในแต่ละคำถาม

"สำหรับคนที่ต้องการลดน้ำหนัก  ไม่ทราบว่าควรควบคุมการทานอาหารอย่างไรบ้างครับ ..."

ตอบข้างบนแล้ว

..."และหลังจากการปั่นภายในเวลา 2 ชม. สามารถทานอาหารตามที่ท่านเสือแก่ได้ให้ความรู้ไว้ได้หรือไม่ครับ..."

ผมยังไม่ได้อ่านในส่วนที่เสือแก่เขียน  แต่ก็เดาว่าเป็นกลุ่มอาหารที่ได้พูดถึงแล้ว...ก็แหมผมเล่นพูดถึงคำว่าอาหาร ๕ หมวด...มันก็ต้องคลุมถึงระครับ  (ฮา)

ทวนก่อนนะครับ...หลัการแบ่งมื้อและกินอาหารสำหรับการออกกำลังกาย

ข้อหนึ่ง...ออกกำลังกายหลังจากกินมื้อสุดท้ายแล้วอย่างน้อย ๔ ชั่วโมง

ข้อสอง...ออกกำลังเสร็จแล้ว...ให้ฝึกนิสัยกินอาหารพวกคาร์โบไฮเดรทลงไปทันที

แหม...พูดแบบนี้ตามข้อสอง  เจ้าของกระทู้คงดีใจและโล่งใจ

ครับยืนยันว่าถูกต้อง  หัดนิสัยให้กินอาหารเติมลงกระเพาะไปทันทีหลังออกกำลังกายเสร็จ  อย่าปล่อยเวลาให้ทิ้งเนิ่นนานไป

หลายคนลังเลกลัวจะจุกกลัวจะไม่สบายท้อง  เพราะไม่เคยทำ

ทำเถอะครับ  หากสะดวก  แล้วจะชินไปเอง  

ช่วง ๑ ชั่วโมงหลังการออกกำลังกาย  ตำราบอกไว้ชัดครับเป็นช่วงทอง  ให้รีบกินพวกคาร์โบไฮเดรท  เพื่อร่างกายจะรีบเปลี่ยนเป็นกลัยโคเจน  ของวิเศษที่ร่างกายจะเก็บกักในกล้ามเนื้อให้เราออกกำลังได้ทนนานขึ้นครับ

ติดขัดหรือคืบหน้าอย่างไร...โปรดเล่าสู่กันฟังนะครับ

ด้วยความปราถนาดียิ่งและยินดีที่ได้คุยกันในชุมชนดีๆแห่งนี้ของป๋าลู




เสือน้อย ล็อคอิน
Senior Member


เข้าร่วม : 27 มี.ค. 50
เปิดกระทู้ : 12 ครั้ง
ให้ความเห็น : 619 ครั้ง
16 ส.ค. 50  15:25:46 น. # 166

อ้อ..."เสือแก่"  มาพอดี


เสือแก่
Member


เข้าร่วม : 06 พ.ย. 48
เปิดกระทู้ : 3 ครั้ง
ให้ความเห็น : 260 ครั้ง
16 ส.ค. 50  17:01:17 น. # 167

แฮ่ๆๆ แล้วพี่เสือน้อยก็มาทันเวลาพอดีเสมอมา เรื่องประเภทอาหารก็อย่างที่พี่เสือน้อยบอกครับ ลอปริมาณไขมันให้มากที่สุด ถ้าอยากได้คุณค่าสารอาหารจากไขมันในกรณีคนที่ไม่มีปัญหาไขมันส่วนเกิน ขอให้เป็นไขมันที่ได้จากพืชจะดีที่สุด
  ส่วนอีกคำถาม ที่ว่ามีความจำเป็นไหมสำหรับการทานอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรท หลังออกกำลัง จำเป็นครับถ้าวันนี้พรุ่งนี้เรายังจะต้องออกกำลังอีกกล้ามเนื้อก็ส่วนกล้ามเนื้อเค้าครับ เมื่อเค้าใช้ไกลโคเจนไปแล้ว ก็ต้องการเติมให้เต็มอย่างรีบด่วนภายในระยะเวลาไม่เกิน2ชั่วโมงหลังออกกกำลัง ไม่ใช่ว่าเรามีไขมันเหลือตั้งเยอะแยะถ้าเราไม่ทานทันทีมันคงไปดึงไขมันส่วนเกินมาเปลี่ยนเป็นไกลโคเจนแทนได้  อย่างลืมนะครับข้อจำกัดของไขมันนี่ ร่างกายจะพยายามเก็บอย่างเดียวไม่ค่อยนำออกมาใช้ และมันจะถูกนำมาใช้ก็ต่อมื่อเราออกกำลังที่ระดับความหนักเบาถึงหนักปานกลางเป็นระยะเวลาติดต่อที่นานพอเท่านั้น นอกเหนือจากนี้มันจะไม่ถูกนำมาใช้เด็ดขาด ส่วนคนที่ต้องการลดน้ำหนัก ในมื้ออื่นๆที่ไม่ใช่2ชมหลังออกกำลังนี่ ต้องลดละเลิกอาหารประเภทต่างๆทีพี่เสือน้อบว่ามาและปริมาณพลังงานที่ได้รับ โดยรวม ต้องน้อยกว่าพลังงานที่เราใช้ไปในแต่ละวันครับ

บุโรทั่ง
Unregistered

[ 125.25.170.242 ]
23 ต.ค. 50  12:12:04 น. # 168

อ้าว !...

บ๊ะ ! กำลังมันส์ๆ
มาจบตอนกันดื้อๆ

ผู้สร้างไปไหนกันหมด
มาต่อภาค 2 หน่อยครับ

kiat
Unregistered

[ 202.151.6.36 ]
24 ต.ค. 50  08:41:46 น. # 169

ผมเองก็รอมา 2 เดือนกว่าๆแล้วครับ แฮะๆๆ

แดงน้อย
Senior Member


เข้าร่วม : 17 ก.พ. 48
เปิดกระทู้ : 35 ครั้ง
ให้ความเห็น : 1315 ครั้ง
24 ต.ค. 50  10:42:27 น. # 170

รอเช่นกันอ่ะครับ

เสือลำบาก
New Member


เข้าร่วม : 13 ม.ค. 46
เปิดกระทู้ : 6 ครั้ง
ให้ความเห็น : 26 ครั้ง
01 พ.ย. 50  13:46:11 น. # 171

อ่านกำลังมันเลยครับ

เสือหงอย
Unregistered

[ 125.24.139.196 ]
06 พ.ย. 50  11:26:43 น. # 172

ติดตามด้วยเช่นกัน

เสือน้อย ล็อคอิน
Senior Member


เข้าร่วม : 27 มี.ค. 50
เปิดกระทู้ : 12 ครั้ง
ให้ความเห็น : 619 ครั้ง
10 พ.ย. 50  12:44:53 น. # 173

ฟังว่าเสือแก่  กำลังซุ่มเขียนบทความหนักๆให้อ่านง่ายเพื่อเป็นของขวัญปีใหม่อยู่ครับ  ขอให้ประดาแฟนานุแฟน (ขอยืมสำนวนของต่วยตูนส์มาใช้หน่อย)  อดใจรอ

ส่วนผมที่มีส่วนเขียนอะไรอยู่ในนี้บ้าง  อาจจะมีบางส่วนไม่เป็นแก่นนักก็ขอขอบคุณท่านๆที่อดทนอ่านมาถึงตรงนี้  

และด้วยความระลึกถึงเช่นกันครับ  อย่างน้อยการเขียนก็ช่วยฝึกการรวบรวมความคิดเอามาจับเรียงเป็นตัวหนังสือได้  ก็กลายเป็นงานอดิเรกที่ทำให้ผมโดยส่วนตัวแล้วก็ได้เพลินไปอีกเรื่องหนึ่ง

ช่วงนี้แต่ละวัน...ผมหมกหมุ่นอยู่กะการซ้อมเตรียมลงรายการเล่นไตรกิฬา  ที่ภูเก็ตถึงขั้นหมดเรียวแรง  ยามนั่งดูกระดานคอมพ์...ลืมตาแทบไม่ขึ้น  เพราะติดนิสัยงีบนอนฟื้นแรงไปซ้อมภาคบ่าย  

เก็บตัวอย่างกะทีมชาติเลยครับ ...ฮา

ขอเข้ามาส่งข่าวเพื่อทราบในการที่เสือแก่เตรียมของขวัญ  กะความหมกหมุ่นของผม  เพื่อทราบก่อนนะครับ

แล้วจะกลับมาครับ

เสือแก่
Member


เข้าร่วม : 06 พ.ย. 48
เปิดกระทู้ : 3 ครั้ง
ให้ความเห็น : 260 ครั้ง
10 พ.ย. 50  15:40:42 น. # 174

พี่เสือน้อยมา ก็ขอส่งความคิดถึงมาให้ ซ้อมเต็มที่นะครับ เรื่องบทความเรื่องการสร้างฐานสำหรับนักจักรยานนี่ กำลังดำเนินเรื่อยๆครับ จริงๆอ่านจบไปตั้งนานแล้ว แต่ตอนเขียนเป็นบทความนี่ ยากเย็นแสนเข็นจริงๆ  บางทีต้องไปค้นจากตำราเล่มอื่นประกอบ(หลายๆเล่มเลยแหละ) ตอนลงอยากให้แฟนๆที่ติดตามอ่าน ช่วยร่วมเสนอ ให้ความเห็น หรือ มีคำถามตรงส่วนไหนของบทความแจมเข้ามาในกระทู้เลยครับ บางครั้งผมว่าผมเข้าใจ อ่านเองเจ้าใจเอง แต่บางคนมาอ่านอาจจะไม่เข้าใจหรือเข้าใจไม่ตรงกัน หรือบางคนอาจจะมีความเห็นที่แตกต่าง พยายามเสนอหรือแจมกันเข้านะครับ
  ที่ต้องขอเวลานิดหนึ่งนั้นเพราะคราวนี้อยากเขียนให้จบสมบูรณ์ก่อน แล้วค่อยลง เพราะที่ผ่านมา เวลามีแรงจูงใจเขียนก็เขียนได้มาก พอหมดแรง ก็หยุดช๊อตเอาดื้อๆซะงั้น ทำเอาบรรดาแฟนๆรอเก้อไปตามๆกัน

เสือแก่
Member


เข้าร่วม : 06 พ.ย. 48
เปิดกระทู้ : 3 ครั้ง
ให้ความเห็น : 260 ครั้ง
10 พ.ย. 50  15:40:47 น. # 175

พี่เสือน้อยมา ก็ขอส่งความคิดถึงมาให้ ซ้อมเต็มที่นะครับ เรื่องบทความเรื่องการสร้างฐานสำหรับนักจักรยานนี่ กำลังดำเนินเรื่อยๆครับ จริงๆอ่านจบไปตั้งนานแล้ว แต่ตอนเขียนเป็นบทความนี่ ยากเย็นแสนเข็นจริงๆ  บางทีต้องไปค้นจากตำราเล่มอื่นประกอบ(หลายๆเล่มเลยแหละ) ตอนลงอยากให้แฟนๆที่ติดตามอ่าน ช่วยร่วมเสนอ ให้ความเห็น หรือ มีคำถามตรงส่วนไหนของบทความแจมเข้ามาในกระทู้เลยครับ บางครั้งผมว่าผมเข้าใจ อ่านเองเจ้าใจเอง แต่บางคนมาอ่านอาจจะไม่เข้าใจหรือเข้าใจไม่ตรงกัน หรือบางคนอาจจะมีความเห็นที่แตกต่าง พยายามเสนอหรือแจมกันเข้านะครับ
  ที่ต้องขอเวลานิดหนึ่งนั้นเพราะคราวนี้อยากเขียนให้จบสมบูรณ์ก่อน แล้วค่อยลง เพราะที่ผ่านมา เวลามีแรงจูงใจเขียนก็เขียนได้มาก พอหมดแรง ก็หยุดช๊อตเอาดื้อๆซะงั้น ทำเอาบรรดาแฟนๆรอเก้อไปตามๆกัน

บุโรทั่ง(ฝึกเป็นเสือ)
Unregistered

[ 222.123.224.214 ]
10 พ.ย. 50  22:23:58 น. # 176

เห็นมีชื่อเสือน้อย ฟังดูเป็นเสือตัวเล็กน่ารัก
เสือแก่ ฟังดูเป็นเสือเซียน สุขุมมากประสบการณ์
และเสือสเป็คตรัม ฟังดูเป็นเสือไฮเทคมีลวดลายสเป็คตรัม

กระผมเอามั่ง
ขอเป็นบุโรทั่งอยู่ระหว่างฝึกงานเป็นเสือดีกว่า

บุโรทั่ง
Member


เข้าร่วม : 11 พ.ย. 50
เปิดกระทู้ : 1 ครั้ง
ให้ความเห็น : 141 ครั้ง
11 พ.ย. 50  09:53:13 น. # 177

สมัครเป็นสมาชิกแล้วครับ
ฉลองติดไมล์วิดีโอวัดหัวใจที่ใฝ่ฝัน

ว่าแต่เขามีของชำร่วยไหม
รับได้ที่ไหน...



size50
New Member


เข้าร่วม : 08 พ.ย. 49
เปิดกระทู้ : 8 ครั้ง
ให้ความเห็น : 36 ครั้ง
23 พ.ย. 50  15:51:05 น. # 178

เป็น กระทู้ที่ ยาววววว มากครับ
ผมใช้เวลา อ่านต่อๆ กัน ถึง 2 สัปดาห์ กว่า จะ ย่อยได้


เพียงพอ
Unregistered

[ 124.120.124.121 ]
14 ก.พ. 51  00:44:18 น. # 179

เคยได้ยินมาว่าปั่นแบบแอโรบิก ให้ทำวันหยุดวันเพื่อพักร่างกาย จริงหรือไม่

หากเราทำทุกวันไม่พักร่างกายจะได้หรือไม่

ต้อง
Unregistered

[ 118.173.244.201 ]
25 ก.พ. 51  14:03:13 น. # 180

band อยากปั่นด้วยยยยย

ptsuwan
Unregistered

[ 202.142.204.1 ]
13 พ.ค. 51  19:05:48 น. # 181

แนะนำกระทู้นี้ครับ
http://www.thaimtb.com/cgi-bin/viewkatoo.pl?id=05303

japan
Unregistered

[ 125.27.69.1 ]
04 ส.ค. 51  04:12:57 น. # 182

หะ ผม japan ขอเอี้ยวด้วยคน ปั่นเดียวมานานแล้ว ว่าแต่ปั่นแบบแอโรบิกเป็นการปั่นมาจากยุโรป พวกโรมันใช้มัยครับ

เสือน้อย ล็อคอิน
Senior Member


เข้าร่วม : 27 มี.ค. 50
เปิดกระทู้ : 12 ครั้ง
ให้ความเห็น : 619 ครั้ง
11 ส.ค. 51  11:18:09 น. # 183

ผมขอให้ความเห็นต่อคำถามในช่องความเห็นที่ 179..."เคยได้ยินมาว่าปั่นแบบแอโรบิก ให้ทำวันหยุดวันเพื่อพักร่างกาย จริงหรือไม่"  

และคำถามต่อเนื่องที่ถาม ของผู้โพสท่านเดียวกัน  ที่ถามว่า... "หากเราทำทุกวันไม่พักร่างกายจะได้หรือไม่"


..."เคยได้ยินมาว่าปั่นแบบแอโรบิก ให้ทำวันหยุดวันเพื่อพักร่างกาย จริงหรือไม่"   ขอตอบว่าไม่จริงครับ

การออกกำลังกายประเภทแอโรบิค    ไม่ว่าจะเป็นกิจกรรมการออกกำลังอย่างไรตามชอบของแต่ละบุคคล  เช่นบางคนชอบวิ่ง  บางคนชอบปั่นจักรยาน  หรือว่ายน้ำหรือกิจกรรมเต้นประกอบท่าทางและเสียงเพลงให้จังหวะ  หรือรูปแแบบการออกกำลังอื่นที่จัดเป็นพวกแอโรบิคอื่นๆที่มีอีกเยอะแยะ  หรือในกิฬาเกินหนึ่งอย่างที่เล่นต่อเนื่องกัน  รวมทั้งหรือการออกกำลังในห้องฟิตเนสที่เอื้อต่อคนที่ไม่มีเวลาหรือสะดวกต่อการเล่นกิฬากลางแจ้ง

กิจกรรมการออกกำลังดังกล่าวข้างต้น  ขอยืนยันจากประสบการส่วนตน...หากทำในภาวะความหนักไม่เกินภาวะความเป็นแอโรบิค  สามารถเล่นได้ทุกวันโดยไม่มีปัญหาโอเวอร์เทรน  หรือการเหนื่อยล้าสะสมครับ

แต่หากให้ยืนยันตามตำราเบื้องต้น  ตำราออกกำลังกายแบบแอโรบิคมักจะแนะนำให้มีการพักร่างกายอย่างน้อย ๑ วันต่อสัปดาห์  (ให้มีโอกาสไปทำกิจกรรมสันทนาการอย่างอื่นบ้างนะครับ)

ทีนี้ที่มีคำถามดังกล่าว  เรื่องการออกกำลังวันเว้นวัน  ผมเดาว่าเป็นความสับสนของผู้ถามอยู่สองเรื่องนะครับ  (ขออภัยหากเดาผิด)

หนึ่ง...คำแนะนำการออกกำลังวันเว้นวัน  ที่จริงใช้เป็นคำแนะนำสำหรับการแนะนำกลุ่มผู้ที่ไม่ใคร่มีเวลาออกกำลังกันทุกวัน  

ในกรณีนี้...ตำรามักจะแนะนำให้ทำวันเว้นวัน  หรือให้หยุดไม่เกินสองวันต่อการเล่นหนึ่งครั้ง  เพื่อให้ร่างกายคงสภาพความฟิตและยังประโยชน์ได้จากการออกกำลังแต่ละครั้ง  ไม่ใช่มาเล่นแต่ละครั้งก็ยังป้อแป้เป็นคนเริ่มหนึ่งไปเสียทุกที  สร้างฐานให้แน่นได้ยากครับ

หรือสอง...เรื่องคำแนะนำการออกกำลังวันเว้นวัน  เป็นเรื่องแนะนำและคือเป็นกฎป้องกันการเกิดสภาวะโอเวอร์เทรนหรืออาการล้าสะสมสำหรับผู้ที่เล่นในระดับแอโรบิคจนมีฐานแน่นแล้ว  แต่ประสงค์จะขยับไปเพิ่มความแข็งแกร่งในการฝึกหนักเกินระดับแอโรบิค  กลุ่มนี้ทุกตำราจะบอกให้ฝึกหนักดังว่าได้แค่แบบวันเว้นวันครับ  หมายถึงวันหนึ่งเล่นในเกณฑ์ที่เป็นแอโรบิค  สลับกับวันที่เลยเถิดความเป็นแอโรบิคได้หนึ่งวัน  จริงๆมันยังมีข้อห้ามในรายละเอียดของแผนการซ้อมพอควรครับ  เช่นมือใหม่เพิ่งต่อยอด...พึงซ้อมหนักเลยความเป็นแอโรบิคได้แค่อาทิตย์ละวัน  ซักสามเดือนอะไรแบบนี้  

พวกฝึกหนักวันเว้นวันดังกล่าวแบบนี้...มักจะเป็นกลุ่มฝึกที่เข้าช่วงเตรียมแข่งแล้วเตรียมเก็บสดแล้วละครับ  ไม่ใช่โปรแกรมฝึกกันทั้งปีหรอกครับ

คำตอบข้างต้น  ได้ตอบรวมในคำถามต่อเนื่องด้วยแล้วนะครับ

แก้ไขล่าสุดเมื่อ 11 ส.ค. 51 - 11:25:16 น.

one by one
Unregistered

[ 118.173.242.85 ]
14 ส.ค. 51  18:39:01 น. # 184

ก็ดีคร๊าๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


แฮ่ะๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ


สั้นไปป่ะ

SAMUT
Unregistered

[ 124.120.23.21 ]
30 ส.ค. 51  11:12:51 น. # 185

พี่เสือน้อยครับ เขียนเป็นตำราสักเล่มให้น้องๆได้อ่านเป็นความรู้เพิ่มพูนสติปัญญาก็จะดีไม่น้อยนะครับ ขอบคุณครับ

ภาส เสือเดี่ยว
Unregistered

[ 124.157.130.154 ]
31 ส.ค. 51  22:49:15 น. # 186

สนุกจัง ทำให้เกิดแรงบันดาลใจที่จะออกกำลังให้สม่ำเสมอเช่นที่ทุกคนกะลีงทำอยู่
อยากมีเพื่อนที่พร้อมจะร่วมมทำกิจกรรมแบบนี้ประจำจังเลยนะครับ ขอบคุณสำหรับทุกตัวหนังสือที่ถ่ายทอดจากประสบการ์จริงของทุกท่านนะครับ

lomobiker
Junior Member


เข้าร่วม : 02 ก.ย. 51
เปิดกระทู้ : 1 ครั้ง
ให้ความเห็น : 51 ครั้ง
03 ก.ย. 51  01:33:46 น. # 187

ผมสมาชิกใหม่ครับ อ่านมาร่วมอาทิตย์แต่สมัครจริงๆ ก็ วันนี้ ได้ประโยชน์จริงๆครับ หลังจาก
อ่านมาได้พอสมควร ออกไปซื้อ HRM มาตัวนึง และได้ ทำการปั่นจักรยาน ตามที่ ท่าน
เสือแก่แนะนำไว้ คือผม หยุดออกกำลังกายมานานมาก ร่วมๆ 8-9 ปี ก่อนหน้าที่จะหยุด
นั้นได้เล่นกีฬา จำพวก ว่ายน้ำ รักบี้ฟุตบอล มาตลอด น้ำหนักตัว เดี๋ยวนี้ ปาไป 82 กิโล
จาก ก่อนนั้น 68 กิโล กล้ามเนื้อ แทบไม่เหลือเลยครับ มีแต่ไขมันล้วนๆ ซื้อจักรยานมา
ตั้งแต่ปีที่แล้ว เป็นเสือภูเขา (ใจจริงอยากได้เสือหมอบ เพราะ สมัยเด็กมีอยู่คันนึง ติดใจ
ถึงมันจะเป็นเสือหมอบเหล็ก ราคาพันกว่าบาท แต่ สมัยนี้ เสือภูเขา ราคาไม่แพงเลยอยากลองดู) ความรู้สึกที่ได้ขี่ตามที่แนะนำมาในเว็บบอร์ด รู้สึกว่า เป็นการ ขี่ที่ ไม่เหนื่อยอย่างที่
เคยขี่มาตลอด กล้ามเนื้อแทบไม่มีอาการล้า ไม่มีอาการเบื่อไม่อยากซ้อม การฟื้นสภาพ ก็
เป็นไปได้ด้วยดี ซึ่ง เดิมผม จะ ชอบ ขี่ๆไปวันละไม่กี่ กิโล ไม่สนใจอะไร เห็นใครขี่ อยู่ข้างหน้า ก็ จะ บ้าไล่แซงเขาให้ได้ ไม่เว้น รถมอไซค์ ผลคือ ออกกำลังอะไรได้ไม่ค่อยนาน ถึงแม้จะมีกล้ามขาขึ้นเป็นมัดก็ตาม แต่ พอนานๆ เข้า ผลก็ อย่างที่เป็นอยู่ทุกวันนี้ละครับ
อ้วนเป็นกะละมัง เพราะ เจ็บมาทีนึงละไม่อยากกลับไปซ้อม พอซ้อม ก็ทำแบบเดิมอีก
ความรู้สึกที่ หายเจ็บแล้วกลับไปซ้อม มันทรมานสุดๆ พลอย เลิกออกกำลังไปดื้อๆ
ตอนนี้ กลับมาออกกำลังได้อย่างมีความสุข รู้สึกพระขอบคุณ ทุกๆท่านมากครับ ที่ กรุณาให้
สาระความรู้ เรื่องการออกกำลังกาย หลากหลายประเภท ขอบคุณมากจริงๆครับ หวังว่า คงมีโอกาส ร่วมทางกันซักวันครับ ช่วงนี้เป้าหมาย สร้างฐานแอโรบิค 2 ปี ครับ ฟื้นสภาพ

เสือตะวัน
Unregistered

[ 125.26.0.97 ]
05 ต.ค. 51  23:51:10 น. # 188

ขอบคุณครับ สำหรับคำแนะนำดี อย่างพี่น้อง

เสือตะวัน
Unregistered

[ 125.26.0.97 ]
06 ต.ค. 51  00:00:30 น. # 189

ป๋าลู เสือน้อย เสือแก่ครับ เรียนถามหน่อยครับ

       ขี่จักรยาน นาน มีผลเสียต่อสุขภาพทางเพศไหม ครับ กรณีนั่งขี่นาน ๆ  ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้ว รูสึกชา ครับ  (เคยอ่านในหนังสือ คุณหมอที่เกียวกับเรื่องเพศศึกษา แนะนำมา)
        และถ้าขี่ไปนาน ๆ  แอโรบิค ตามที่แนะนำมาแล้ว สุขภาพทางเพศจะดียิ่งขึ้นไหมครับ
        มือใหม่หัดขี่  15-20 กิโลเมตร / วัน  ประมาณ 30 นาที     ขอบคุณครับ

เซ็นซุย
Unregistered

[ 58.8.93.9 ]
24 ธ.ค. 51  11:30:54 น. # 190

รู้แต่ว่าปั่นมา 2-3 ครั้งครั้งละ 45 นาทีแล้วผอมลง เฮะ

เสือน้อย ล็อคอิน
Senior Member


เข้าร่วม : 27 มี.ค. 50
เปิดกระทู้ : 12 ครั้ง
ให้ความเห็น : 619 ครั้ง
25 ธ.ค. 51  11:56:11 น. # 191

lสวัสดีครับ

ขอบคุณกับทุกท่านที่อ่านแล้วแสดงความคิดเห็น หรือให้กำลังใจต่อการเขียน  

เรื่องการเขียนต่อในส่วนที่เป็นประสบการณ์แล้วเอามาเล่าสู่  กำลังนึกอยู่ครับว่าจะหามุมไหนแง่ไหนเอามาเขียน  อาจจะต้องรอจังหวะ...รอให้เสือแก่  ป๋าลูมีเวลา  พอที่จะคอยมาช่วยอ่านตรวจทานและเติมในส่วนที่เป็นทางวิทยาศาสตร์การกิฬาจริงๆเข้าไป  

การเขียนที่ผ่านมาหากไม่มีสองท่านช่วยเติมความรู้อันเป็นสาระ  บทความที่เขียนอาจจะเป็นแค่ประสบการณ์ส่วนตนในระดับพื้นๆ  ซึ่งอาจจะยังประโยชน์ได้ไม่เต็มที่แก่ผู้เสียเวลาอ่าน

คำถามของคุณเสือตะวัน

"ขี่จักรยาน นาน มีผลเสียต่อสุขภาพทางเพศไหม ครับ กรณีนั่งขี่นาน ๆ  ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้ว รู้สึกชา ครับ  (เคยอ่านในหนังสือ คุณหมอที่เกียวกับเรื่องเพศศึกษา แนะนำมา)
      
และถ้าขี่ไปนาน ๆ  แอโรบิค ตามที่แนะนำมาแล้ว สุขภาพทางเพศจะดียิ่งขึ้นไหมครับ"

คำถามที่ ๑ "ขี่จักรยาน นาน มีผลเสียต่อสุขภาพทางเพศไหม ครับ"

คำถามนี้ มีบ่อยๆในกระดานถามตอบแห่งนี้  และทุกคำถามจะมีคำตอบจากนักปั่นหลายท่านเขียนเข้ามาสนับสนุนยืนยัน  ว่าไม่มีข้อเสียทางด้านสุขภาพและความสามารถทางเพศเลย  ทุกคนยืนยันว่าดีขึ้นกว่าสมัยก่อนปั่น

ทุกคนยืนยันครับ  เฉพาะประเด็นที่เป็นผู้ชายแล้วเป็นห่วงเรื่งการกดทับ  กลัวว่าจะทำให้ส่วนนั้นหรือประสาทแถวนั้นมันเสียหายไป  

ในกลุ่มผมที่อายุท่านแต่ละท่านก็วัยปลดเกษียณก็ยังเห็นท่านเฮฮากะเรื่องนี้ได้นะครับ  ไม่เห็นบ่นว่าจะมีอะไรมันชำรุดเลย

คำถามที่ ๒ " กรณีนั่งขี่นาน ๆ  ประมาณ 1 ชั่วโมง แล้ว รู้สึกชา "

อันนี้อาจจะเกิดได้หลายเหตุครับ  เช่นยังไม่ชินพอ  เช่นยังนั่งแช่อยู่ตำแหน่งใดตำแหน่งหนึ่งนานไป (แต่การปั่นได้ถึงกว่าชั่วโมงแล้วชานี่  ก็ค่อนข้างจะเป็นเรื่องปรกติอยู่แล้วนะครับ)  เพียงแต่เสริมเทคนิคหมั่นขยับก้น  ยกก้นลอยปล่อยรถไหลให้เลือดมันหมุนเวียนซักครู่แล้วนั่งปั่นต่อ  หรือเช่นยังปรับจมูกเบาะสูงต่ำไม่ลงตัว  ต้องปรับแต่งอีกซักนิด  หรือยังเรื่องเบาะที่ใช้ยังขาดๆเกินๆ  หาเรื่องเสียตังค์ทดลองอันใหม่ก็ได้ครับ  

เรื่องเบาะอันสุดท้ายของผมที่ลงตัว  หลังจากปั่นซัก ๑ ปีไปแล้ว  กลายเป็นต้องเป็นเบาะที่นั่งรองก้นพื้นที่เล็กนิดเดียว  แถมแข็งยังกะยางตายกดด้วยแม่โป้งไม่ลง  ปั่นแล้วเพลินสบายก้นกว่าอันที่รองก้นใหญ่และนุ่มนิ่มเสียอีก  อันนี้ก็ต่างคนต่างชอบนะครับ

คำถามที่ ๓ "และถ้าขี่ไปนาน ๆ  แอโรบิค ตามที่แนะนำมาแล้ว สุขภาพทางเพศจะดียิ่งขึ้นไหมครับ "

คำถามนี้...ต้องให้หนุ่มๆเขาช่วยตอบครับ  

ผมอายุมากแล้วหากให้ผมตอบเอง  ผมเขินนะครับ



แก้ไขล่าสุดเมื่อ 25 ธ.ค. 51 - 12:01:14 น.

เอิ้กๆ
Unregistered

[ 58.64.65.105 ]
14 เม.ย. 52  21:59:02 น. # 192

มายืนยันว่าสุขภาพทางเพศดีขึ้นจริงๆครับ 555 "ไปทำอะไรมาหรือเธอ" 5555555

เสือแก่
Member


เข้าร่วม : 06 พ.ย. 48
เปิดกระทู้ : 3 ครั้ง
ให้ความเห็น : 260 ครั้ง
01 พ.ค. 52  23:03:05 น. # 196

พี่เสือน้อยขยันเขียนจริงๆ เดี๋ยวรอให้ผมมีแรงจูงใจซักรอบจะลุยเรื่องที่ค้างไว้ต่อให้ครับ

  ทุกวันนี้เสียดายอยู่อย่างว่า กีฬาที่เป็นกีฬาสร้างเสริมสุขภาพแก่มวลมนุษย์ชาติแท้ๆ เช่นวิ่ง ว่ายน้ำ จักรยาน กลับไม่ค่อยได้รับความสนใจทั้งในแง่ของสื่อมวลชนหรือแม้กระทั่งคนทั่วๆไป ถ้าไม่เคยเล่นจริงจังหรือศึกษามาก่อนไปนั่งดูกีฬาพวกนี้จะรู้สึกว่าไม่เห็นมีอะไรน่าตื่นเต้นซักนิด งบประมาณหรือแม้กระทั่งเงินรางวัลสำหรับการแข่งขันมีเพียงน้อนนิดเมื่อเทียบกับกีฬาบางประเภทเช่นกอลฟ์ ซึ่งสำหรับความเห็นของผมแล้วมันเป็นกึ่งเกมส์กึ่งกีฬา เงินราววัลช่างต่างกันลิบลับราวฟ้ากับเหวเลยทีเดียว ผมเล่นกอลฟ์มานานกว่าสิบปีเห็นนักกอลฟ์เกิดภาวะหัวใจล้มเหลวในสนามมาไม่ต่ำกว่า5-6คน(ก๊วนผมจะถูกตามให้ไปช่วยก่อนเสมอ) และก็ไม่เคยเห็นมีใครรอดซักคน คนเล่นกอลฟ์อย่างเดียวนี่มักจะเข้าใจเสมอว่าเล่นแล้วแข็งแรง เพราะได้ออกกำลังทุกวัน และที่น่ากลัวกว่านั้นก็คือพวกนี้ทานได้ไม่ยั้งทั้งระหว่างหลุมที่เล่นหรือเล่นจบแล้วต้องนั่งดื่มนั่งทานกันต่อก่อนกลับบ้าน จะดื่มก็ได้ จะสูบก็ได้ หรือจะเอาทั้งสองอย่างก็ได้ Scoreไม่เห็นจะแย่ลงตรงไหน เป็นหวัดนิดๆก็ยังเล่นได้บางวันกลับตีดีกว่าปกติก็ยังมี

   ลองนึกเล่นๆนะครับว่าลองเปลี่ยนเงินรางวัลในกีฬากอลฟ์ทั้งหมดในโลกนี้มาเป็นเงินรางวัลสำหรับการวิ่งแข่งขันอย่างเดียวมั่ง รายการใหญ่ๆก็โน่นครับ200-300ร้อยล้าน รายการเล็กๆก็ซัก50-100ล้าน จะเกิดอะไรขึ้นกับคนในโลกของเราใบนี้อย่างไรหนอ ผมไม่กล้าเดา แต่ที่แน่ๆพวกหมอๆตกงานกันค่อนโลกแน่

   ทุกวันนี้เล่นมันทั้งสองอย่างครับทั้งกอลฟ์และจักรยาน วันไหนจะไปไดรฟ์กอลฟ์จะมีความสุขมากวันไหนจะออกไปซ้อมจักรยานนี่ต้องทำใจหรือสร้างแรงจูงใจก่อนเสมอ แต่ผมมีคติประจำใจที่ช่วยเตือนตัวเองเสมอว่า

   Bike for Life ....Drive for Fun    ครับ

แก้ไขล่าสุดเมื่อ 01 พ.ค. 52 - 23:16:17 น.

เสือน้อย ล็อคอิน
Senior Member


เข้าร่วม : 27 มี.ค. 50
เปิดกระทู้ : 12 ครั้ง
ให้ความเห็น : 619 ครั้ง
04 พ.ค. 52  11:26:46 น. # 197

lสวัสดีครับคุณหมอ"เสือแก่"

วันนี้เรียกเสียเต็มยศ  เพราะห่างหายกันนาน  จนไม่กล้าเรียก"เสือแก่" แบบห้วนๆจน(เคยตัว)ติดปากกัน

ผมเพิ่งกลับจากปั่นเที่ยว  ทำให้ห่างจากการเข้ากระดานเสียเกือบเดือนในงวดนี้

พูดถึงปั่นเที่ยวมานานเต็มทน  ก็ยังไม่ได้แว้บไปแถวทางพิษณุโลกเสียซักที  ไปถึงเมื่อไหร่จะไปหา"เสือแก่" ให้ถึงที่ครับ

ผมเข้ามาดูกระทู้นี้  เพราะเห็นมันโผล่ขึ้นมาเพื่อเช็คความเห็นใหม่  จึงได้เจอความเห็นทักทายจาก"เสือแก่"  แต่แปลกใจที่"เสือแก่" ชมผมว่ายังขยันเขียน

ที่แปลกใจเพราะช่วงนี้ผมก็แป้กเขียนอะไรให้เป็นเรื่องต่อเนื่องยังไม่ได้  แต่พอไล่ความเห็นเรียงขึ้นไป  ถึงเห็นว่ามีบางท่านปราถนาดี  อ่านแล้วยังช่วยรวบรวมข้อเขียนทั้งหมดมาโพสเรียงใหม่ให้ต่อเนื่อง  

ตอนแรกผมก็มึนนึกว่าระบบเรียงการโพสของป๋าลูมันจะเอ๋อไปหรือเปล่า  นั่งนึกไปก็คงเป็นอย่างที่คาด  มีคุณ "852074109630" มาทำความเห็นซ้ำที่ความเห็น 193 อย่างยาวยืด  จน"เสือแก่" นึกว่าผมมีไฟเขียนต่อเติม

เกรงว่าท่านอื่นก็คงจะมึนเหมือนผม  จึงจะขออนุญาตต่อคุณ"852074109630
"  ผู้โพสว่าหากผมจะขอให้ป๋าลูหรือผู้ดูแลกระดานลบออก  จะดีกว่าไหมครับ  จะได้ประหยัดพื้นที่และการโหลดของเครื่อง  ที่บางท่านอาจจมีปัญหาโหลดไม่ใคร่ขึ้น

ขอบคุณครับ

ข้าวจี่
Member


เข้าร่วม : 01 พ.ย. 45
เปิดกระทู้ : 13 ครั้ง
ให้ความเห็น : 295 ครั้ง
19 พ.ค. 52  09:55:10 น. # 198

สวัสดีครับ..ป๋าลู และสมาชิกทุกท่าน
  ยังแวะเวียนเข้ามาติดตามกระทู้นี้อยู่ครับ

ขอบคุณครับ

อยากเป็นเสือมั่ง
Unregistered

[ 113.53.56.14 ]
17 มิ.ย. 52  19:07:32 น. # 199

ขนาดมาอ่านเอาตอนปี 52แล้ว  ยัง้องรออ่านต่ออีก  นี่ถ้าตามตั้งแต่แรกสงสัยผมขาดใจตายไปแล้ว เพิ่งคิดจะกลับมาขี่ครับทิ้งไปหลายปีละ ( เนื่องจากถุงอัณฑะอักเสบ บวมมโหฬาร )
  อะไรที่ท่านเสือน้อยว่าไว้ผมทำมาหมดละ  แต่กลับด้านหมดเลย  ถึงว่ายิ่งบู๊ยิ่งป่วย  กลางวันก็หัวคะมำอยู่เรื่อย แต่แข็ง แรงดีจริงๆ
  รีบมาเขียนต่อนะครับ รออยู่  ด้วยความขอบคูณอย่างแรง

marketing
Unregistered

[ 124.157.236.214 ]
09 ต.ค. 52  17:03:18 น. # 200

บริการออกแบบและพิมพ์ปฏิทิน(Calendar) ปี2553
ทั้งแบบตั้งโต๊ะ และแบบแขวน นามบัตร โบรชัวร์  แผ่นพับ ออกแบบดีไซน์ให้ฟรี
สามารถดูแบบจนพอใจก่อนสั่งพิมพ์  สินค้าดี มีคุณภาพ ราคาถูก!
สนใจติดต่อ 0-5389-3085, 0-5321-7820
ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่   www.VayoTradeCenter.com
ศูนย์กลางการค้าส่งออนไลน์ ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจในไทย  ลงประกาศโฆษณาสินค้า ฟรี
เพิ่มช่องทางการจัดจำหน่ายให้แก่ผู้ประกอบการ เพิ่มโอกาสในการขายสินค้า /บริการ เพิ่มโอกาสในการขยายตลาด ทั้งในประเทศ และต่างประเทศ  ปลอดความเสี่ยงจากการจำหน่ายสินค้าแล้วลูกค้าไม่ชำระค่าสินค้า ลดขั้นตอนการส่งออก ที่มีขั้นตอนที่ซับซ้อน
ประโยชน์ที่ผู้ซื้อสินค้า / บริการ จาก www.VayoTradeCenter.com  จะได้รับ
อยากซื้ออะไรก็มี หาอะไรก็เจอ สินค้าดี มีคุณภาพ มีมาตรฐาน ราคายุติธรรม มีระบบ QC ตรวจสอบคุณภาพสินค้าก่อนถึงมือผู้ซื้อ พร้อมสิทธิพิเศษมากมาย
www.VayoTradeCenter.com  ศูนย์กลางการค้าส่งออนไลน์ ครอบคลุมทุกกลุ่มธุรกิจในไทย
สามารถตอบโจทย์คุณได้ คลิกเข้ามาดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่   www.VayoTradeCenter.com

ลี
Unregistered

[ 125.24.150.153 ]
12 ต.ค. 52  20:39:04 น. # 201

ขอเป็นสมาชิกด้วยคน อยากเล่าประสบการณ์ครั้งแรกของการขี่จักรยานบนท้องถนน

ลี
Unregistered

[ 125.24.150.153 ]
12 ต.ค. 52  20:46:49 น. # 202

ใครอยากรับรู้ประสบการณ์ของฉันบ้างค่ะ

คนอยากรู้
Unregistered

[ 124.121.1.183 ]
16 ต.ค. 52  21:44:49 น. # 203

ได้ความรู้ดี..แต่อ่านมาจนตาเหล่....ตอนนี้รู้เพียงว่าออกกำลังกายแบบแอโรบิคคือการออกกำลังกายแบบต่อเนื่องเกิน 40 นาที (กระทู้ช่วงแรกๆ) รู้แค่นั้นครับ ช่วงหลังๆรู้สึกเหมือน MSN คุยกันมากกว่า..ตกลงออกกำลังกายแบบแอโรบิคมันคืออะไร เป็นอย่างไร ต้องเหนื่อยแค่ใหนครับ...ยังไม่รู้เลยครับ ...

XC_Num
Member


เข้าร่วม : 01 ต.ค. 52
เปิดกระทู้ : 10 ครั้ง
ให้ความเห็น : 187 ครั้ง
25 พ.ย. 52  11:38:56 น. # 204

ผมก็มือใหม่ครับ อยากจะฟังประสบการณ์การขึ่จักรยานบนท้องถนนของคุณ ลี ครับ

ดันทุรังสูง
Unregistered

[ 58.8.252.168 ]
23 ก.พ. 53  13:14:23 น. # 205

อ่านกระทู้แรกกับกระทู้ที่203แล้ว ถ้าอยากให้สรุปง่ายๆก็คือ การใช้พลังงานของกล้ามเนื้อมี 2แบบคือ แบบใช้O2(แอโรบิก)กับแบบไม่ใช้ O2(แอนแอโรบิกหรืออแนโรบิกแล้วแต่จะออกเสียง) ปกติเมื่อเริ่มเคลื่อนไหวกล้ามเนื้อจะใช้ ATP - ADP - glycogen แล้วก็จะเริ่มใช้O2 ฉะนั้น การออกแรงยกของหนักๆไม่กี่ครั้งแล้วเมื่อยมากหมดแรง จะเป็นการออกกำลังแบบ แอนแนโรบิก แต่การออกกำลังแบบที่ออกไปได้เรื่อยๆนานๆจะเป็นแบบแอโรบิก แบบแอนแนโรบิกจะทำให้กล้ามเนื้อโต แบบแอโรบิกแบบหนักๆหอบแฮกๆนานๆจะทำให้หัวใจโต การออกกำลังแบบสายกลาง คือเหนื่อยไม่มากนานซัก 30-40นาที ยกเวทบ้าง วิดพื้นดึงข้อบ้าง จะแข็งแรงอย่างที่หมอlu บอกว่าไม่ค่อยเป็นหวัดนั่นเอง

เขาให้ป้อน หนุ่มตาฟาง ผมป่าวนะ
Unregistered

[ 118.173.10.198 ]
23 ก.พ. 53  13:51:55 น. # 206

$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$$


....ผมเป็นมือใหม่

แก่แว้วเพิ่งมาออกกำลัง ขี่จักรยาน และพายเรือจ้ะ..


WWWWWWWWWWWWWWWWWWWWWWWW

โป๋ อรัญ
New Member


เข้าร่วม : 15 เม.ย. 53
เปิดกระทู้ : 1 ครั้ง
ให้ความเห็น : 4 ครั้ง
16 เม.ย. 53  07:47:48 น. # 207

ขออนุญาต copy ข้อความของ อ.lucifer                  ไปไว้ที่  http://www.saveoursea.net/forums/showthread.php?p=14436#post14436          ได้ไหมครับ อ.lucifer

งง
Unregistered

[ 114.128.94.9 ]
12 ก.ย. 53  00:36:32 น. # 209

ช่วยสรุปหน่อยครับ น้ำท่วมทุ่งจัง
อพท.